Wednesday, March 27, 2013

Nutrition of Kidney Care โภชนาการบำบัดสำหรับโรคไต

หัวใจหลักในการดูแลทางโภชนาการของผู้ป่วยโรคไต

หัวใจหลักที่ต้องจำคือ  
ผู้ป่วยโรคไต ต้องลดน้ำ ลดเกลือ รับโปรตีนต่ำ แต่พลังงานต้องเพียงพอ ในแต่ละวัน

สรุปเป็น ข้อ ๆ ได้ดังนี้

1. จำกัดปริมาณโปรตีน คือ วันละ 0.6 กรัมต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน 1 ก.ก. 
ตัวอย่างเช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ต้องได้รับโปรตีน 0.6X50= 30 กรัมต่อวัน

2. จำกัดปริมาณเกลือ คือ ให้น้อยกว่าวันละ 5 กรัม  
ตัวอย่างการคำนวณ เช่น ซีอิ้วขาวมีปริมาณเกลือ 1000 มก.ต่อ 15 มล. ดังนั้น ให้คำนวณกลับดังนี้
ต้องทาน ซีอิ้วขาวได้ไม่เกิน  5 กรัม เท่ากับ 5000 มก. ดังนั้น (5000X15)/1000 = 75 มล. 
หากต้องเทียบเป็นช้อนชา 1 ช้อนชา ประมาณ 5 มล. ดังนั้น สามารถทานซีอิ้วขาวได้ 15 ช้อนชา เป็นต้น

3. จำกัดปริมาณน้ำ คือ ปริมาณน้ำที่ดื่ม ไม่รวมน้ำในอาหาร จำเป็นต้องกำหนดคราว ๆ ได้ดังนั้น 
ปริมาณน้ำปัสสาวะที่มี บวก กับ ไม่เกิน 500 มล. คือ ปริมาณปัสสาวะต่อวัน 300 มล. บวกกับไม่เกิน 500 มล. แสดงว่า ดื่มน้ำได้ไม่เกินวันละ 800 มล. เป็นต้น

4. พลังงานต้องเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน คือ ร่างกายต้องการพลังงานวันละ 35 KCAL ต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน 1 กก. ดังนั้น ถ้า น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ร่างกายต้องการพลังงาน 1750 kcal ซึ่งน้ำหนักตัวมาตรฐาน อาจใช้น้ำหนักแห้ง หรือ ใช้การคำนวณ น้ำหนักตัวมาตรฐานตามสูตรนี้

น้ำหนักตัวมาตรฐาน (กก) เท่ากับ ส่วนสูง (ม) คูณ ส่วนสูง (ม) คูณ 22 เช่น สูง เช่น สูง 1.6 ม ดังนั้น 
น้ำหนักตัวมาตรฐาน (กก) = 1.6 X 1.6 X 22 = 56.3 กก. ดังนั้น ต้องได้รับพลังงานเท่ากับ 1970 kcal 

จะแสดงกรณีตัวอย่าง ของผู้ป่วยโรคไต อายุ 68 ปี สูง 162 ซม. หนักตัว 55 ก.ก. มีภาวะโรความดันโลหิตสูง และเป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคไตมาแล้ว 1 ปี ปัสสาวะได้วันละ 250 มล.
เริ่มต้น หา น้ำหนักตัวมาตรฐาน เพื่อจะใช้เป็นน้ำหนักแห้ง ดังนี้

น้ำหนักตัวมาตรฐาน (กก) เท่ากับ 1.62 X 1.62 X 22 =  57.7 กก. แต่คุณหมอปรับน้ำหนักแห้งเป็น 55.0 กก. ซึ่งให้มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน 2.7 กก. เพื่อให้
1. ความดันต่ำลง เพราะมีภาวะความดันโลหิตสูง 
2. การมาฟอกแต่ละครั้ง น้ำหนักตัว ควรเพิ่มไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวมาตรฐาน แสดงว่า ไม่ควรเกิน 2.8 กก. ต่อครั้งที่มาฟอก 

ปริมาณน้ำดื่มต่อวันสำหรับผู้ป่วยกรณีตัวอย่าง  คือ 250 มล บวก ไม่เกิน 500 มล. เท่ากับ 750 มล. 
ถ้า ทานน้ำรวมน้ำในอาหารวันละ 1500 มล. จะเหลือน้ำค้าง 750 มล. ต่อวัน ดังนั้น ความถี่ในการมาฟอก ควรมีระยะห่าง ดังนี้  น้ำหนักไม่ควรเกิน 2.8 กก. ต่อครั้งที่มาฟอก คิดเป็น 2800 มล. ต่อครั้งที่มาฟอก
น้ำค้างวันละ 750 มล. ดังนั้น ควรมาฟอกไม่เกิน 3-4 วันต่อครั้ง 

พลังงานต่อวัน คือ 57.7 X 35 =2019 kcal ถ้าใช้น้ำหนักแห้ง 55.0 X 35 = 1925 kcal ดังนั้นใน 1 วัน ควรได้รับพลังงาน ประมาณ 1925-2019 หรือ 1900 - 2000 kcal 
ซึ่ง เมื่อถูกจำกัดปริมาณโปรตีน 57.7 X 0.6 =  34.6 กรัม และ 55.0 X 0.6 =  33 กรัม ดังนั้น ทานโปรตีนได้ วันหนึ่งไม่เกิน 33-34 กรัม คิดต่ำสูงค่ะ 33 กรัม ซึ่งโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 kcal ดังนั้น 33 X 4 = 132 kcal แต่พลังงานต้องได้รับต่อวันอย่างต่ำ 1900 kcal จึงต้องหาพลังงานทดแทน อีก 1900 - 132 = 1768 kcal

ซึ่ง สำหรับผู้ป่วยโรคไต ก็จะไปเพิ่มพลังงาน ได้จาก อาหารในกลุ่ม แป้ง และน้ำตาล ส่วนผลไม้ ได้นิดหน่อย เพราะต้องจำกัดโพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ค่ะ

 สรุป อาหารทางโภชนาการบำบัดสำหรับโรคไต ผู้ป่วยรายนี้ มีดังนี้

1. ปริมาณโปรตีน หรือเนื้อสัตว์ ไม่ติดมัน วันละ 33 กรัม แบ่งเป็น 2 มื้อ เช้า กลางวัน มือเย็นงดเนื้อสัตว์ มื้อละ 16 กรัม เช่น เนื้อปลา เนื้อกุ้ง เนื้อหมู ส่วนไข่ขาว กินได้ไม่คิดรวม เพราะเป็นโปรตีนอัลบูมิน ซึ่งเป็นโปรตีนในกระแสเลือดที่ร่างกายต้องการจำนวนมาก
2. จำกัดเกลือ สามารถใช้ซีอิ้วขาวปรุงรสได้ไม่เกิน 15 ช้อนชา ต่อวัน หรือ 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน พยายามใส่ให้น้อยที่สุด เพราะยังไม่รวมเกลือที่มีอยู่ในอาหารอื่น ๆ 
3. จำกัดน้ำ ดื่มได้ไม่เกินวันละ 750 มล. และพยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิน 0.9 ก.ก. ต่อวัน (3 วันฟอกเลือดด้วยไตเทียม 1 ครั้ง)
4. พลังงานรวมต่อวัน 1900 -2000 kcal เป็นหมู่เนื้อสัตว์ 132 kcal หมู่แป้ง และน้ำตาล 1500 kcal ส่วนผลไม้ และผัก 268 kcal  ดังนั้น
1. เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน วันละ 33 กรัม 
2. แป้ง และน้ำตาล วันละ 375 กรัม 
3. ผลไม้ และผัก วันละ 67 กรัม

ลองทำเมนูอาหารดู ใน 1 วัน แบ่ง ง่าย ๆ ดังนี้
มื้อเช้า ข้าวสวย 150 กรัม ไข่ขาวดาว 2 ฟองในน้ำมันมะฟอก 1 ช้อนโต๊ะ ผัดผักกาดขาว หมูสับ 1 จาน แตงโม 200 กรัม  พลังงาน 850 Kcal

มื้อเที่ยง ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ผัดกุ้ง 300 กรัม กับ ขนมมันเทศในน้ำเชื่อม 1 ถ้วย 100 กรัม พลังงาน 890 kcal

มื้อเย็น สลัดพลังงานต่ำ (แตงกวา แครอท ผักกาดหอม ผักกาดขาว ไข่ขาวต้ม 2 ฟอง น้ำส้มสายชู น้ำตาล) 100 กรัม พลังงาน 102 kcal

รวมพลังงานโดยประมาณ ต่อวัน 1842 kcal 

How to Kidney Care:
1. การจำกัดโปรตีนต่อวัน ยกเว้น ไข่ขาว ผู้ป่วยโรคไต ควรทานไข่ขาววันละ 4-6 ฟองต่อวัน เพื่อให้ได้ อัลบูมิน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ลดภาวะอาการบวมน้ำ ลดการเกิดโลหิตจาง ลดการสูญเสียกล้ามเนื้อ ภาวะกล้ามเนื้อลีบ เป็นต้น
2. การจำกัดน้ำ ต้องรวมกับการจำกัดน้ำหนักมิให้ขึ้นต่อวัน เกิน 1 กิโลกรัม ด้วย เพื่อลดการทำงานของไต และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะฟอกไตค่ะ

-->

Anemia in Chronic Kidney Disease ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไต

ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง Anemia in Chronic Kidney Disease 

ไต เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ในการกรองหรือขจัดของเสียออกจากร่างกาย และนอนกจากนี้ไตยังมีความสำคัญในการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกด้วย ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงมักจะมี ภาวะโลหิตจาง ร่วมด้วยเสมอ

ภาวะโลหิตจาง หมายถึง ภาวะที่มีปริมาณเม็ดเลือดแดง รวมถึงสารฮีโมโกลบิน ไม่เพียงพอที่จะสร้างเม็ดเลือดแดง ได้ ซึ่งสาเหตุของ ภาวะโลหิตจาง ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีด้วยกันหลายสาเหตุ ทั้ง เกิดจากการที่ ไตวาย ทำให้ การทำงานของไตลดลง ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ หรือ การสูญเสียเลือดในการฟอกเลือดแต่ละครัง หรือ การขาดวิตามินที่จำเป็นในการสร้างเลือด เช่น วิตามินบี 12 โฟเลต เป็นต้น
ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องได้ รับการเสริม ฮอร์ โมน และวิตามิน เป็นประจำ โดย จะขึ้นอยู่กับผลการตรวจเลือด และการวินิจฉัยของแพทย์ผู้ดูแล ว่าจะต้องเสริมในปริมาณเท่าไร

หาก ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีภาวะโลหิตจาง ร่วมด้วย จะส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้
1. เหนื่อยง่าย เดินไม่ไหว ใจสั้น หากรุนแรงอาจทำให้เกิดโรคหัวใจวายได้ด้วย
2. อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
3. เป็นลม หน้ามืด วิงเวียน
4. มึนสมอง ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ สมองล้า
5. อาการหัวใจขาดเลือด เจ็บหน้าอก
6. อาการขาขาดเหลืด ปวดขา เดินได้ไม่ไกล หยุดพักบ่อยเวลาเดิน
7. อาการทางเดินอาหาร เบื่ออาหาร ท้องอืด
8. ตาเหลือง ซีด เล็บสีอ่อน ยุบตัว เป็นต้น
9. ภูมิคุ้มกันต่ำ ก่อให้เกิดการติดเชื้อ หรือโรคแทรกซ้อนต่าง ๆได้ง่าย

การตรวจร่างกาย ที่บ่งบอกว่ามีอาการภาวะโลหิตจาง ได้แก่ สีของผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ใต้เล็บ หรือสีของเยื่อบุดด้านในเปลือกตาล่าง เมื่อพลิกดู และอาจร่วมกับการประเมินสาเหตุอื่น ๆ เช่น
1. ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) แสดงถึงภาวะโลหิตจาง จากการแตกสลายของเม็ดเลือดแดง เนื่องจากมีของเสียคั่งในร่างกายสูง
2. มีจุดและจ้ำเลือดตามตัว เนื่องจาก มีเกร็ดเลือดต่ำ มีภาวะการทำลายตัวเองของเม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด
3. ผิวลิ้น เลี่ยนและซีด เล็บยุบเป็นแอ่ง อาจหมายถึงโลหิตจางจางไตวายเรื้อรัง
4. ความดันโลหิตสูง อาการบวม ผิวแห้ง อาจหามายถึงโลหิตจางจากไตวายเรื้อรัง
5. ความดันต่ำ อาจหมายถึงภาวะช็อกจากการสูญเสียโลหิตอย่างรวดเร็ว เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรือภาวะหัวใจวาย
6. ตับ และม้ามโต พบได้ในโลหิตจางจากโรคเลือดธาลัสซีเมีย และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
เป็นต้น

สำหรับภาวะโลหิตจาง ที่พบในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักเกิดจาก การสร้างอีรีโทรพอยอีตินไม่เพียงพอ การมีอายุที่ลดลงของเม็ดเลือดแดง รูปร่าง และขนาดเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติ ทำให้มีอายุสั้น อีกทั้ง ภาวะการขาดวิตามิน ดังกล่าวข้างต้น

--> การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงควรตรวจติดตามผลอย่างน้อยทุก ๆ 3 เดือน

การรักษา ภาวะโรคโลหิตจางในผู้ป่วย โรคไตวายเรื้อรัง จึงจำเป็นต้อง หาต้นเหตุ หรือสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน เช่น
1. เกิดภาวะโรคโลหิตจาง เนื่องจาก สูญเสียการทำงานของไต ทำให้ไม่สามารถ ผลิตฮอร์โมน อีรีโทรพอยอีติน (Erythropoietin) ในการไปสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูกได้ จึงต้องมีการฉีด ฮอร์โมน นี้ เข้าไปทดแทน ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่ง จะใช้ในปริมาณเท่าไร ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
2. เกิดภาวะโรคโลหิตจาง เนื่องจาก ขาดวิตามิน เช่น วิตามินบี 12 หรือ กรดโฟลิค หรือ ธาตุเหล็ก ก็ให้ด้วยการเสริมวิตามิน และกรดโฟลิค ด้วยการรับประทาน หรือจะให้  ธาตุเหล็กรวม โดยการฉีดเข้าเส้น ขณะฟอก ก็ได้
3. เกิดภาวะโรคโลหิตจางข้้นรุนแรง อาจจำเป็นต้องมีการให้เม็ดเลือดแดง หรือเลือดเมื่อมาทำการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม  เป็นต้น

How to Kidney Care:
1. การทานแคลเซียม และธาตุเหล็ก เสริมในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง อาจทำให้เกิดภาวะท้องผูก หรืออุจจาระแข็งได้ แนะนำให้ปรับปริมาณการรับประทานเสริมในแต่ละวัน โดยการปรึกษาแพทย์ หรือ ใช้วิธีการสวนลำไส้ ด้วยน้ำสะอาด เพื่อช่วยในการขับถ่าย
2. การรับประทาน แคลเซียม พร้อมอาหารคำแรก แคลเซียมจะเข้าไปช่วยในการจับกับ ฟอสฟอรัส ในกระแสเลือดได้ด้วย แต่หากทานหลังอาหารจะเป็นการเสริมแคลเซียมให้ร่างกาย

-->

Tuesday, March 26, 2013

Food Kidney Care: อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง 

ไต มีหน้าที่ในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่เรารับประทานเข้าไปแล้ว หากไตทำงานไม่สมบูรณ์ ประสิทธิภาพในการกำจัดของเสียก็จะลดลง จนทำให้เกิดภาวะการคั่งของของเสียในกระแสเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการบวมน้ำ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ความดันสูง หรืออาจเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ จนทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม ก็เป็นอีกทางหนึ่งในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย ทำหน้าที่แทนไต แต่การฟอกเลือดด้วยไตเทียมนั้น มิได้ฟอกเป็นประจำทุกวัน หรือตลอดเวลา เหมือนกับที่ไตของเราทำหน้าที่กรองของเสียในกระแสเลือดตลอดเวลา ดังนั้น การควบคุมการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยลดการคั่งของของเสียในเลือด และลดอัตราการเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ

การควบคุมอาหารของผู้ป่วยโรคไตนั้น ทำให้เกิดข้อดี 5 ประการ ดังนี้
1. ช่วยไม่ให้ไตทำงานหนัก ชะลอการเสื่อมของไต
2. ลดการคั่งของของเสียท่เกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน
3. ป้องกันการขาดสารอาหาร
4. ยืดเวลาที่ต้องฟอกเลือดออกไป หรือฟอกจำนวนน้อยครั้งต่อสัปดาห์
5. ช่วยให้มีสุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

หัวใจหลักของการรับประทานอาหารในโรคไตวายเรื้อรัง
1. ควรลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง
2. ไม่รับประทานเค็ม
3. เลี่ยงไขมันสัตว์
4. ควบคุมน้ำหนักตัว
5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

สำหรับอาหาร 5 หมู่ ของโรคไตวายเรื้อรัง คือ
1. หมู่เนื้อสัตว์
2. หมู่ข้าว
3. หมู่ไขมัน
4. หมู่ผัก
5. หมู่ผลไม้

สำหรับหมู่เนื้อสัตว์ 
จำเป็นต้องรับประทานในปริมาณควบคุม เพราะโปรตีนจำเป็นในการเสริมสร้าง และซ่อมแซมเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ และระบบภูมิต้านทานโรค แต่ในหมู่เนื้อ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะย่อยเนื้อสัตว์เป็นสารอาหาร ที่จำเป็น เช่น กรดอะมิโน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ส่วนของเหลือหรือของเสียที่ได้นั้น จะถูกขับออกทางไตมาทางปัสสาวะ แต่เมื่อไตทำงานน้อยลง ก็จะทำให้เกิดการสะสมหรือคั่งของของเสียในกระแสเลือด ดังนั้น การควบคุมปริมาณโปรตีน หรือหมู่เนื้อสัตว์ในอาหารจึงมีความจำเป็นมาก....

อาหารเนื้อสัตว์ที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่
1. เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ หนังหมู หนังไก่ เนื้อติดมัน คอหมูย่าง เป็ด หมูกรอบ หมูสามชั้น ไข่ปลา เป็ดย่าง เป็นต้น
2. เนื้อสัตว์ที่มีคุณค่าทางอาหารต่ำ เช่น เอ็นหมู เอ็นวัว ข้อไก่ คากิ หูฉลาม ตีนไก่ กระดูกอ่อน เป็นต้น
3. เนื้อสัตว์ที่ทานทั้งเปลือก หรือกระดูก เช่น แมลง ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง เนื่องจากมีฟอสฟอรัสมาก

อาหารเนื้อสัตว์ที่รับประทานได้ ได้แก่
1. ไก่ย่าง ไก่ทอด ไก่อบ ที่ไม่ติดหนัง
2. หมูทอด หมูปิ้ง หมูอบ ที่ไม่ติดมัน
3. ปลาต่าง ๆ
4. ลูกชิ้น ไก่ หมู ปลา
5. กุ้งนึ่ง กุ้งเผา ไม่ติดหัว หรือมันกุ้ง
6. ไข่ขาวต้ม ไข่ขาวทอด ไข่ขาวตุ๋น

สำหรับหมู่ข้าว และแป้ง
เป็นหมู่ที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จะถูกจำกัดอาหารโปรตีน ดังนั้น การทานอาหารหมู่ข้าว และแป้ง เข้าไปทดแทน เพื่อให้ได้พลังงานเพียงพอต่อวันจึงจำเป็นอย่างมาก

อาหารหมู่ข้าว และแป้งที่รับประทานได้ ได้แก่
1. อาหารจากแป้งชนิดที่ไม่มีโปรตีน สามารถรับประทานได้เป็นประจำ ได้แก่ วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ ขนมกุยช่าย แป้งมัน สาคู เป็นต้น โดยจะทำเป็น ยำวุ้นเส้น วุ้นเส้นผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวเซียงไฮ้ผัดขี้เมา เป็นต้น
2. อาหารจำพวกน้ำตาล และแป้งที่ไม่มีโปรตีน เช่น วุ้นน้ำหวาน สาคูน้ำเชื่อม ลูกชิด วุ้นลอยแก้ว ลอดช่องสิงคโปร์ สาคูเปียก สาคูแคนตาลูป ซ่าหริ่ม ขนมมัน ขนมชั้น วุ้นกรอบ ลูกตาลเชื่อม หวานเย็น โดยหลีกเลี่ยงการใส่นม และน้ำกะทิ เป็นต้น

อาหารหมู่ข้าว และแป้ง ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่
1. อาหารจากแป้งที่มีโปรตีน ได้แก่ ข้าว ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ขนมปัง ขนมจีน บะหมี่ ข้าวโพด มัน เผือก โดยเฉพาะที่ทำเป็นอาหารสำเร็จรูป จำพวก ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ้ว ขนมจีนน้ำยากะทิ ข้าวเหนียวปิ้ง เป็นต้น
2. อาหารจำพวกน้ำตาล และแป้งที่มีโปรตีน เช่น น้ำอัดลม ขนมปังหวาน ขนมป้งทาเนยเทียม ข้าวเหนียวเปียกข้าวโพด โดนัท ทองหยิบ สังขยา ข้าวเหนียวตัด ถั่วต่าง ๆ เป็นต้น

สำหรับหมู่ไขมัน
ผู้ป่วยโรคไตควรได้รับไขมันที่พอเหมาะ แต่ไม่ควรสูงเกินไป เพราะจำทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงได้

อาหารหมู่ไขมัน ที่รับประทานได้แก่ ไขมันที่ไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น

อาหารหมู่ไขมัน ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไขมันที่อิ่มตัว เช่น ไขมันจากหนังสัตว์ เนย ครีม น้ำมันหมู หมูกรอบ หมูสามชั้น น้ำมันมะพร้าว กะทิ เป็นต้น

สำหรับหมู่ผัก
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังที่มีระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงกว่า 5.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ควรควบคุมปริมาณโปแตสเซียมในอาหาร โดยเลือกรับประทานผักที่มีโปแตสเซียมต่ำ แต่ไม่ควรงดผัก เพราะจำทำให้ขาดวิตามิน และท้องผูก

--> ผักที่มีโปแตสเซียมต่ำ ถึง ปานกลาง ที่รับประทานได้ วันละ 1 - 2 ครั้ง เช่น แตงกวา ฟักเขียว บวบ มะระ มะละกอดิบ หอมใหญ่ กำหล่ำปลี ผักกาดแก้ว ผักกาดหอม พริกหวาน พริกหยวก เป็นต้น

ผักที่มีโปแตสเซียมสูง ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เห็ด หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกะหล่ำ แครอท กะหล่ำปลี ผักโขม ผักบุ้ง ข้าวโพด มันเทศ ฟักทอง กระเจี๊ยบ ผักหวาน เป็นต้น

สำหรับหมู่ผลไม้
ผลไม้เป็นแหล่งพลังงาน วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร แต่ผลไม้ส่วนใหญ่จะมีโปแตสเซียมสูง ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงกว่า 5.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หมอจะให้งดผลไม้ แต่ผู้ป่วยที่มีระดับโปแตสเซียมไม่เกิน สามารถรับประทานผลไม้ได้ในปริมาณไม่มากนักต่อวัน โดยเลือกผลไม้ที่มีระดับโปแตสเซียมต่ำ

ผลไม้ที่มีโปแตสเซียมต่ำ ถึง ปานกลาง ที่รับประทานได้ อย่างน้อย 1 มื้อต่อวัน เช่น องุ่น สับปะรด ชมพู แตงโม ลองกอง ส้มโอ มังคุด เงาะ เป็นต้น

ผลไม้ที่มีโปแตสเซียมสูง ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กล้วยทุกชนิด ฝรั่ง ขนุน ทุเรียน น้อยหน่า ลำไย มะม่วง มะเฟือง มะปราง แคนตาลูป น้ำส้มคั้น น้ำมะพร้าว น้ำแครอท เป็นต้น

How to Kidney Care:
1. การบันทึกน้ำหนักตัวของผู้ป่วยโรคไต ทุกวัน จะเป็นการควบคุมน้ำหนักร่วมกับการจำกัดปริมาณน้ำที่ให้ดื่มต่อวัน ไม่ให้น้ำหนักตัวเกิน 1.0 กิโลกรัมต่อวัน ได้ค่ะ
2. อาหารที่มีรสเค็มจะส่งผลต่อไตเป็นอย่างมาก เพราะเกลือที่ใช้ประกอบอาหารทำให้มีรสเค็ม มักจะเป็นส่วนประกอบของโซเดียมและคลอไรด์ อาหารที่มีโซเดียมมากจะทำให้เกิดอาการกระหายน้ำ ความดันโลหิตสูง มีอาการบวมน้ำ และอาจทำให้เกิดหัวใจวาย ได้ค่ะ

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

Monday, March 25, 2013

Kidney Food Menu : ปลากะพงน้ำแดง

เมนูอาหารสำหรับโรคไตวันนี้ ขอเสนอ เมนู ปลากะพงน้ำแดง 

สูตรปลากะพงน้ำแดง สูตรนี้ สำหรับ เสริฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ 1 ที รับรองความอร่อย ทำง่าย ใช้เครื่องปรุงน้อย หาซื้อได้ในท้องตลาดแน่นอนค่ะ

ส่วนประกอบ
1. ปลากะพง   60 กรัม
2. แป้งสาลี     8 กรัม
3. หมูสับต้มสุก  10 กรัม
4. ซี้อิ้วขาว     10 กรัม
5. น้ำตาลทราย  5 กรัม
6. น้ำสะอาด   50 กรัม
7. เหล้าแช่พริกแดง นิดหน่อย
8. พริกชี้ฟ้า  10 กรัม
9. ขิงซอย  5 กรัม
10. หัวหอมซอย 10 กรัม
11. แครอทซอย  5 กรัม
12. น้ำมันมะกอก    10 กรัม

วิธีทำ
1. หั่นปลากะพงให้มีชิ้นขนาดพอคำ แล้วคลุกกับแป้งสาลี นำไปทอดให้เหลืองกรอบ
2. นำน้ำสะอาดใส่กะทะตั้งไฟ เติมแป้งสาลี ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย เหล้า พริกชี้ฟ้า หอมซอย ขิงซอย แครอทซอย และหมูสับลงไป ต้มจนน้ำงวด
3. จัดปลากะพงที่ทอดแล้วใส่จาน ราดด้วยน้ำซอสข้อ 2 แล้วเสริฟกับข้าวสวยร้อน ๆ

เมนูนี้ยังสามารถ ดัดดแปลง ใช้ เต้าหู้แทนปลากะพง ก็ได้ หรือจะใช้ปลาแซลมอนแทนก็อร่อยมีคุณค่ามากขึ้นค่ะ

How to Kidney Care:
1. การเลือกซื้อ ซี้อิ้วขาว สำหรับผู้ป่วยโรคไต ควรอ่านฉลากโภชนาการด้วย นะค่ะ เพราะ ซี้อิ้วขาว มีหลายสูตร และมีปริมาณของเกลือแตกต่างกัน ควรเลือกสูตรที่มีปริมาณของเกลือ น้อยที่สุด ค่ะ
2. การเบื่ออาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต เป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นมีรสอร่อย อาจไม่ค่อยอร่อย หรือถูกปากนัก ถึงจะดีกับสุขภาพ ดังนั้น การทำอาหารแบบ มีน้ำจิ้ม ให้ผู้ป่วยทานบ้าง ก็จะช่วยให้ทานอาหารได้อร่อยมากขึ้น เช่น เมนูนี้ แทนที่จะราดซอสใส่ปลา อาจทำเป็นแบบใช้จิ้มแทนก็ได้ค่ะ

Sunday, March 24, 2013

Kidney Food Menu : ผัดกะเพราปลาแซลมอนทอด

เมนูอาหารสำหรับโรคไต วันนี้ ของเสนอ ผัดกะเพราปลาแซลมอนทอด (Spicy fried Salmon fish with basil leaves) 

สำหรับผู้ป่วยโรคไต การควบคุมโพแทสเซียม เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในการดูแลสุขภาพ สำหรับ ผักกะเพรา เป็นผักที่โพแทสเซียมปานกลาง แนะนำให้ทานได้เล็กน้อย แต่ใช้ในการปรุงแต่งกลิ่น ให้หอม แต่ไม่ต้องรับประทาน หรือเขี่ยออกก็ได้ค่ะ

ผัดกะเพราปลาแซลมอนทอด Spicy fried Salmon fish with basil leaves 

--> มีเครื่องปรุงและส่วนประกอบดังนี้
1. ปลาแซลมอน หั่นเป็นลูกเต๋า ชิ้นขนาดพอคำ  100 กรัม
2. ใบกะเพรา  ครึ่งถ้วยตวง
3. น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา
4. กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
5. พริกขี้หนูบุบ 3-4 เม็ด หรือตามชอบ
6. ซี่อิ้วขาว 1 ช้อนชา
7. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
8. พริกขี้หนูสับละเอียด เล็กน้อย หรือตามชอบ
9. น้ำสะอาด 100-150 มิลลิลิตร

วิธีทำ
1. ใส่น้ำมันมะกอกลงในกระทะ ตั้งไฟพอร้อน ใส่กระเทียม กับพริกขึ้หนูสับละเอียดลงไป ผัดจนมีกลิ่นหอม
2. หมักเนื้อปลาแซลมอนกับซีอิ้วขาว ทิ้งไว้ 10-15 นาที
3. เติมเนื้อที่หมักลงในกระทะ และเติมพริกขี้หนูบุบ ลงไปปรุงรสด้วยน้ำตาล หรือซีอิ้วขาวอีกเล็กน้อย
4. ผัดจนเข้ากัน เติมน้ำลงไป แล้วใส่ใบกะเพรา ผัดจนสุก
5. ตักราดบนข้าวสวย พร้อมเสริฟ

เมนูนี้ สามารถดัดแปลงอาหารได้หลาย ๆ แบบ เช่น ใช้เนื้อหมู แทนปลา ใช้ปลาช่อน ปลาดอลลี่ แทนปลาแซลมอน ใช้กุ้งแทนก็ได้เช่นกัน หรือจะมีการเติมหัวหอมใหญ่ใส่ลงไปด้วย ก็ช่วยในเรื่องของการลดเบาหวาน ได้ด้วยค่ะ

--> How to Kidney Care:
1. สำหรับผู้ป่วยโรคไต เวลาไปทานอาหารนอนบ้าน แนะนำให้ รับประทานอาหารร้านตามสั่ง โดยให้บอกเขาว่า ไม่ใส่ผงชูรส ไม่เค็ม ไม่หวาน หรือไม่ใช้น้ำปลา ขอเป็นซีอิ๋วขาวแทนค่ะ และอย่าลืมสั่งไข่ดาว เอาไข่แดงออก ทานแต่ไข่ขาวนะค่ะ จะได้ไม่ขาดโปรตีนค่ะ
2. ไปข้างนอกหน้าร้อน ๆ ผู้ป่วยโรคไต อาจกระหายน้ำบ่อยๆ แนะนำให้จิบน้ำชา อุ่น ๆ หรือ อมน้ำแข็งแทนนะค่ะ จะได้ไม่ขาดน้ำ และไม่บวมน้ำด้วยค่ะ

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

Saturday, March 23, 2013

Hemodialysis การฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม

การใช้เครื่องฟอกไตเทียม ในการฟอกเลือดขจัดของเสียของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีจุดประสงค์หลักเพื่อการกรองเอาของเสียออกจากร่างกายของผู้ป่วย แทนการทำงานของไตที่สูญเสียไป และต้องใช้การเสริมอาหาร วิตามิน ฮอร์โมน และอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อชดเชยสารอาหาร ที่ถูกกรองออกไป และชดเชย ฮอร์โมน ที่ไตสร้างไม่ได้ เป็นต้น

 การฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียมนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จำเป็นต้องมีการทำเส้นสำหรับฟอกเลือด ที่เรียกว่า Shunt ซึ่งมีทั้งแบบใช้เส้นเลือดจริงของตัวผู้ป่วยเอง และใช้เส้นเลือดเทียม ใส่ทดแทนเข้าไปเนื่องจาก เส้นเลือดจริงของผู้ป่วยมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถตัดต่อทำ shunt ได้

การทำ shunt คือ การผ่าตัดต่อเชื่อมหลอดเลือดแดง และดำ ที่บริเวณข้อมือ แขน ต้นแขน ต้นขา เป็นต้น ซึ่งทางแพทย์ผู้ผ่าตัดจะทำการวินิจฉัย ตรวจสอบขนาดของหลอดเลือดและกำหนดบริเวณที่จะผ่าตัด และพิจารณาว่าจะใช้วิธีทำ shunt จากเส้นเลือดจริง หรือจำเป็นต้องใช้เส้นเลือดเทียม

-->

การทำเส้นฟอกเลือดจากเส้นจริง

และ

การทำเส้นฟอกเลือดจากเส้นเทียม







ซึ่งหลังจากผ่าตัดแล้ว การทำเส้นฟอกเลือดจากเส้นจริง จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูเส้นให้เส้นจริงมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือโตขึ้น เพียงพอที่จะใช้เส้นเจาะเพื่อฟอกเลือดได้ ซึ่งระยะเวลาในการรอให้เส้นโต ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพของเส้นเลือดของแต่ละผู้ป่วย ระยะเวลาก็ตั้งแต่ 3 - 6 เดือน แต่บางราย หลังจากการผ่าตัดทำเส้นเลือดจริงไปแล้ว ก็อาจมีปัญหา ว่าเส้นเลือดไม่ขยายตัว หรือโตไม่เพียงพอสำหรับใช้ในการฟอกเลือด ซึ่งก็จะเป็นปัญหาเฉพาะของแต่ละราย แพทย์ไม่สามารถรับรองได้ว่า ผ่าตัดไปแล้วจะสามารถใช้ได้ หรือเส้นเลือดจะโตได้ทุกคนไป ซึ่งถ้าเกิดกรณีปัญหาเส้นไม่โต หรือผู้ป่วยมีอาการแย่ ต้องทำการฟอกเลือดด่วน ก็จำเป็นต้องมีการใส่หลอดเลือดเทียมสำหรับฟอกที่บริเวณหน้าอก ซึ่งเป็นการฝังเอาท่อสำหรับฟอก และเท่าสายสำหรับฟอกกับเส้นเลือดบริเวณหน้าอก ซึ่งเมื่อผ่าตัดฝังแล้ว สามารถทำการฟอกเลือดได้ทันที ในวันรุ่งขึ้น หรือหลังจากผ่าตัดเสร็จ ก็ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล....

สำหรับการฝังท่อสำหรับฟอกเลือดที่อกนี้ สามารถผ่าตัดได้เสร็จสิ้น ใน 1 ชั่วโมง และทำการฟอกเลือดได้ทันที แต่มีการดูแลรักษาค่อนข้างยาก ผู้ป่วยไม่สามารถอาบน้ำได้เอง เพราะอาจทำให้มีน้ำเข้าไป หรือติดเชื้อได้ง่าย แต่ปกติ พยาบาลที่ทำการฟอกเลือด เมื่อทำการฟอกเลือดเสร็จ จะทำความสะอาดแผล และปิดสายฟอกเลือดด้วยสำลี และพลาเตอร์ปิดแผลชนิดกันน้ำได้ ซึ่งผู้ดูแลคนป่วย ก็สามารถแกะออกมาทำความสะอาดได้ทุกวันค่ะ สำหรับท่อฟอกเลือดที่อกนี้มีอายุใช้งานเพียง 1 ปี และมีโอกาสอุดตัน หรือติดเชื้อได้สูง แพทย์จึงมักแนะนำว่า ให้ทำ shunt สำหรับฟอกเลือดเตรียมไว้เลย โดยจะเลือกทำจากเส้นจริง หรือเส้นเทียม ก็พิจารณาปัจจัยกันอีกทีค่ะ

สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำเส้นเลือดสำหรับฟอก หรือ shunt นั้น การทำจากเส้นเลือดจริงจะราคาถูกกว่าเส้นเลือดเทียม และมีอายุการใช้งานนานกว่าเส้นเลือดเทียม โอกาสการอุดตันน้อยกว่าเส้นเลือดเทียม และก็มีข้อเสียที่กล่าวไปแล้วว่า เมื่อผ่าตัดแล้วอาจใช้งานได้ หรือไม่ได้ ก็ต้องเสี่ยงกัน

ส่วนเส้นเลือดเทียม การผ่าตัดมีราคาสูงกว่า และมีอายุการใช้งานสั้น 1 - 2 ปี ยกเว้นบางรายที่ดูแลดี ก็ใช้งานได้นาน แต่บางราย เส้นเลือดเทียมสำหรับฟอก อุดตันได้บ่อยครั้ง ทำให้ต้องมีการผ่าตัดแก้ไข หรือลอกทำความสะอาดเส้นเลือดเทียม ซึ่งก็จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดแก้ได้บ่อย ๆ ค่ะ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียมนั้น มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมเส้นสำหรับฟอกเลยทีเดียว ดังนั้น หากเราหมั่นดูแลและตรวจสุขภาพของไต หากทางชะลอและป้องกันก่อนไตเสื่อมจะช่วยให้เราไม่ต้องทรมาน และลำบากในการต้องไปฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเลยค่ะ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะค่ะ ไว้จะมาอธิบายต่อค่ะ

How to Kidney Care:
การดูแลเส้นสำหรับฟอกเลือด
1. ผู้ป่วยต้องทำการบริหารแขน บริเวณที่ทำเส้นทุกวัน ด้วยการบีบลูกบอล วันละ 1000 ครั้ง หรือทำได้มากน้อย ขึ้นกับความแข็งแรงของผู้ป่วย
2. หลังจากการฟอกเลือดแล้ว ผู้ป่วยไม่ความให้บริเวณที่ฟอก ถูกน้ำ หรือยกของหนัก เพราะอาจทำให้ติดเชื้อ หรืออักเสบได้
3. หลังจากเปิดแผล เลือดหยุดสนิทแล้ว ให้ล้างทำความสะอาดบริเวณที่ทำเส้นด้วยการถูสบู่อ่อน ๆ เบา ๆ ทำความสะอาด แล้วเช็ดให้แห้งสนิท
4. อาจทำการนวดที่เส้นเบา ๆ ให้ทั่วทั้งเส้น เพื่อทำให้ผนังเส้นเลือดมีความยืดหยุ่น และลดการเกิดหินปูนไปเกาะบริเวณเส้นเลือด ช่วยลดการอุดตันได้อีกทางหนึ่ง
5. ห้ามงอ หรือพับแขน หรือ นอนทับแขน ในข้างที่ทำเส้นเป็นเวลานาน ๆ  เพราะจำทำให้เส้นเลือดอุดตันได้

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

Friday, March 22, 2013

Chronic Kidney Disease โรคไตวายเรื้อรัง

Chronic Kidney Disease มารู้จักโรคไตวายเรื้อรังกันเถอะ 

ภาวะไตวาย หมายถึง ภาวะที่เนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำงานไม่ได้ หรือได้น้อยกว่าปกติ ทำให้น้ำและของเสียไม่ถูกขับออกมา จึงเกิดการคั่งจนเป็นพิษต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อดุลของสารเกลือแร่ (อิเล็กโทรไลต์) และความเป็นกรดด่างในเลือด รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนบางชนิดที่ไตสร้าง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้นำไปสู่ความผิดปกติของอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย

ภาวะไตวายสามารถแบ่งเป็น "ไตวายเฉียบพลัน" (ซึ่งมีอาการเกิดขึ้นฉับพลัน และเป็นอยู่นานเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์) กับ "ไตวายเรื้อรัง" (ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย นานเป็นแรมเดือนแรมปี) ทั้งนี้จะกล่าวเฉพาะโรคไตวายเรื้อรังนะค่ะ
-->

เมื่อไรจึงนับว่าเริ่มเป็นโรคไตเรื้อรัง หรือไตวายเรื้อรัง

นับตั้งแต่ประสิทธิภาพของการทำงานไตเสื่อมลง โดยทราบได้จากผลการตรวจหาระดับ ครีเอตินิน (creatinine) ที่สูงขึ้นมากจากระดับปกติ หากระดับครีเอตินินในเลือดยังคงสูงกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ก็ให้ถือว่าเริ่มเกิดปัญหาโรคไตเรื้อรังแล้ว

อาการขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยในระยะแรกอาจไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจน และมักจะตรวจพบจากการตรวจเลือด (พบว่ามีระดับครีอะทินีนและบียูเอ็นสูง) ในขณะตรวจเช็กสุขภาพหรือมาพบแพทย์ด้วยโรคอื่น

ผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนเมื่อเนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำหน้าที่ได้น้อยกว่าร้อยละ 15 ของไตปกติ ก็เข้าระยะที่ 4 แล้ว 

  • โดยจะสังเกตว่ามีปัสสาวะออกมาก และปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน 
  • ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดินบ่อย 
  • นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ขาดสมาธิ ตามัว 
  • ผิวหนังแห้งและมีสีคล้ำ คันตามผิวหนัง 
  • ชาตามปลายมือปลายเท้า  
  • บางรายอาจมีอาการหอบเหนื่อย สะอึก เป็นตะคริว 
  • ใจหวิว ใจสั่ง เจ็บหน้าอก บวม 
  • หรือมีเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดงจ้ำเขียว 
  • หรืออาจเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด

เมื่อเป็นมากขึ้น จะมีอาการปัสสาวะออกน้อย

เมื่อเป็นถึงขั้นสุดท้าย ผู้ป่วยจะมีอาการซึม ชัก หมดสติ

การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง ในปัจจุบัน เราสามารถตรวจเลือดพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนี้

1. ตรวจพบค่า ครีเอตินิน ในเลือดสูงติดต่อกันนาน 3 เดือน ขึ้นไป แสดงว่าอาจมีความผิดปกติในโครงสร้างหรือหน้าที่การทำงานของไต โดยอาจพบร่วมกับระดับการกรองของเสียที่ไตลดลง โดยจะมีการตรวจ 2 - 4 รายการ ดังนี้
       1.1 ตรวจเลือดพบระดับ ครีเอตินินในเลือดมากกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้ชาย ส่วนผู้หญิง มากกว่า 1.3 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
       1.2 ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ปัสสาวะมีสีขุ่นเหมือนชา แสดงว่าการกรองของไตมีปัญหา
       1.3 ตรวจพบความผิดปกติทางพยาธิวิทยาของเนื้อไต เช่น เนื้อไตอักเสษ มีการติดเชื้อเป็นต้น
       1.4 ตรวจเอกซเรย์หรืออัลตาซาวนด์พบความผิดปกติของไต เช่น ขนาดของไตเล็กลง หรือโตขึ้น เนื้อไตตายหรือเสื่อม เป็นต้น

2. ประเมิณระดับการกรองที่ไตได้ต่่ำกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตร ของพื้นที่ผิวกาย (หรือประมาณ ร้อยละ 60 ของค่าปกติ) โดยทำการตรวจติดตามนาน 3 เดือนขึ้นไป โดยอาจได้จากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง แล้วทำการคำนวณตามสูตร 

โรคไตวายเรื้อรัง แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 มีร่องรอยการเกิดโรคไต และอัตราการกรองที่ไตปกติหรือเพิ่มขึ้น  โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 90 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 2 มีร่องรอยการเกิดโรคไต และอัตราการกรองที่ไตลดลงเล็กน้อย โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 60-89 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 3 อัตราการกรองที่ไตลดลงปานกลาง โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 30-59 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 4 อัตราการกรองที่ไตลดลงมาก โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 15-29 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 5 ภาวะไตวายระยะรุนแรง โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 15 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ซึ่งการตรวจสอบระยะความรุนแรงของโรคไตวายเรื้อรังนี้ เมื่อทำการตรวจเลือดพบค่า ครีเอตินิน ที่สูงเกินปกติ อาจมีการแนะนำให้นอนโรงพยาบาล เพื่อตรวจระยะความรุนแรงของโรคไตเรื้อรังว่าอยู่ระยะไหน และต้องดูแลสุขภาพ ปฏิบัติตัว และมีแนวทางอย่างไรในการรักษา หรือชะลอภาวะเสื่อมของโรคไตที่เกิดขึ้นนี้

อาการเตือนที่สำคัญ ที่ทำให้ควรไปตรวจเลือดดูค่าการทำงานของไต มีดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้นตอนกลางคืน (nocturia) หรือในเวลากลางวันปัสสาวะออกน้อยลง เป็นต้น
2. มีอาการแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะขัด หรือสะดุดมีเศษนิ่วปนออกมา
3. ปัสสาวะมีสีขุ่น หรือปัสสาวะมีฟอง
4. มีการบวมของเท้า ใบหน้า และท้อง
5. มีอาการปวดเอว หรือหลังด้านข้าง
6. มีความดันโลหิตสูงขึ้น หรือในบ้างรายที่เป็นเบาหวาน มีภาวะน้ำตาลตก ต่ำบ่อย ๆ 

หากมีอาการเช่น นี้ ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจโดยเร็ว ยิ่งตรวจเร็วเท่าไร การชะลอความเสื่อมของไต จะทำได้ดีมากเท่านั้น นะค่ะ แต่ให้ดี ควรมีการตรวจสุขภาพทุก ๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยให้ตรวจหาค่าการทำงานของไตด้วยทุกครั้งนะค่ะ

How To Kidney Care:
1. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน 2 - 3 ลิตร เพื่อลดความร้อนในไต และลดความหนืดของเลือดที่ไหลเวียน แต่หากเป็นโรคไตแล้ว ควรควบคุมปริมาณน้ำของน้ำที่ดื่มให้ดี เพื่อป้องกันอาการบวมน้ำ น้ำท่วมปอด หัวใจวายเฉียบพลัน
2. ลดเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก ให้ทานเนื้อปลา เนื้อหมูไม่ติดมัน แทน ในมื้อเช้า สามารถทานเนื้อได้อย่างเต็มที่ และให้ลดเนื้อในมื้อกลางวัน และมื้อเย็น แต่หากเป็นโรคไตแล้ว แนะนำให้ทานเนื้อปลา และไข่ขาว ให้เต็มที่ ป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ และโปรตีนในเลือดค่ะ

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ -->

Blood Pressure Changes Hemodialysis การเปลี่ยนแปลงของความดันขณะฟอกไต

การเปลี่ยนแปลงของความดันขณะฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม (Blood Pressure Changes as Hemodialysis )

วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของความดัน ขณะทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม ซึ่งจะเห็นว่าในตำราการฟอกไต มักจะกล่าวไว้ว่า ให้ระวังเรื่องความดันตกขณะฟอกเลือดด้วยไตเทียม เพราะจะเป็นอันตรายทำให้ผู้ป่วยมีอาการช็อก หน้ามืด ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ จนกระทั่งหมดสติได้

ซึ่งในความเป็นจริงของ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะพบทั้ง ผู้ที่มีความดันสูง ขณะ หรือหลังฟอกเลือด และผู้ที่มีความดันต่ำ ขณะ หรือหลังฟอกเลือด แต่ในหลักการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียมนั้น จะมีการควบคุมอัตราการไหลของเลือด เรียกว่า Flow rate การควบคุมอุณหภูมิของเลือดที่ไหลออกและไหลเข้ากลับเข้าสู่ร่างกายอยู่แล้ว ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรง ทานอาหารเพียงพอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ตลอดจนควบคุมปริมาณน้ำและเกลือในร่างกายได้ ความดันขณะฟอกก็จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หรืออาจมีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่ฟอก แต่หลังจากฟอกเสร็จแล้ว ความดันจะกลับเป็นปกติใกล้เคียงเดิม

เราจะมาอธิบายกันที่ละกรณีเลยนะค่ะ
1. กรณีความดันตก
กรณี ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง เมื่อทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว มีความดันต่ำลง หรือมีภาวะความดันตก ซึ่งจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย หมดแรง เป็นตะคริว ท้องเสีย หรืออาจไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้ ขึ้นกับสภาพความแข็งแรงของผู้ป่วยในขณะนั้น

สาเหตุที่ทำให้ความดันตก การแพทย์ยังไม่ได้ระบุแน่ชัด แต่พบว่า หากผู้ป่วยมีภาวะขาดอาหาร หรือขาดโปรตีน หรือ มีปริมาณน้ำสะสมในร่างกายสูงมากกว่าปกติของน้ำหนักแห้งมาก ทำให้ต้องดึงน้ำออกจากร่างกายมากเกินขีดจำกัด จะส่งผลให้เกิดภาวะ ความดันตก ได้

เมื่อเกิดภาวะความดันตก ขณะฟอก พยาบาลจะดำเนินการแก้ไขเบื้องต้น เช่น มีการปรับอัตราการฟอกเลือดให้ต่ำลง ปรับอุณหภูมิของเลือดให้สูงขึ้น ร่วมทั้งอาจมีการให้ glucose ทางเลือด หรือให้ดื่มน้ำหวานถ้าผู้ป่วยความดันตกไม่มาก

ส่วนตัวผู้ป่วยเอง ควรมีการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกัน ภาวะความดันตกขณะฟอกเลือดอีก โดยการทานอาหารโปรตีนที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะไข่ขาว ต้องทานให้ได้ 4- 6 ฟอง (เบอร์ 1) ต่อวัน และออกกำลังกายให้พอเหมาะ อีกทั้งควบคุมน้ำหนักอย่างให้น้ำหนักเพิ่มเกินวันละ 1 กิโลกรัมต่อวัน

2. กรณีความดันสูง
กรณีนี้ ผุ้ป่วยไตวายเรื้อรัง หลายท่าน เมื่อทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว มีความดันสูงขึ้น มากในขณะฟอก โดยเฉพาะตัวบน บางคนก็สูงเกิน 200 mmHg ขณะที่ตัวล่างอาจไม่สูงเกิน 90 mmHg  หรือสูงเกินก็ได้ ซึ่งจะพบใน กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่มีโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว เป็นส่วนมาก ซึ่งอาจมี อาการปวดศีรษะ มึนหัว หรือไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้

สาเหตุที่ทำให้ความดันสูง ขณะฟอก นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ระบุไว้ว่า เนื่องจาก การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ซึ่งมีแผ่นกรองที่เรียกว่า Dialysis ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวกรองของไตเทียม ในการกรองเอาของเสียออกไปจากกระแสเลือด แต่นอกจากของเสียที่ถูกกรองออกแล้ว ยังอาจมี โปรตีน เม็ดเลือดและ ยา บางอย่าง ที่ถูกกรองติดออกไปด้วย ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมความดันของยานั้น ๆ ลดลง จึงส่งผลทำให้ ความดันสูงขึ้นในขณะฟอก และหลังฟอก แต่ในอีกกรณี หากมีอาการบวมน้ำ น้ำเกินมาในร่างกายมาก ทำให้ต้องมีการดึงน้ำออก ซึ่งในระหว่างฟอกที่มีการดึงน้ำออก ความดันอาจสูงขึ้น เนื่องจาก เลือดมีความข้นมากขึ้น แต่ความดันจะลดลง และคงที่เท่าเดิม หลังฟอก หรือฟอกเสร็จแล้ว

ซึ่งเมื่อเกิดภาวะความดันสูง ขณะฟอก พยาบาลจะแนะนำให้ทานยาความดันเพิ่มทันที หรือใช้การปรับอุณหภูมิของเครื่องฟอกให้สูงขึ้น เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก หรือบางครั้ง ก็มีการปรับปริมาณของเกลือแร่ในสารละลายสำหรับฟอก ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพยาบาล หรือหมอในการฟอกไต

ส่วนตัวผู้ป่วยเอง ควรมีการดูแลสุขภาพ ก่อนไปฟอกไต เพื่อป้องกัน ภาวะความดันสูงขณะฟอกเลือด โดยการรับประทานยาความดันอย่างสม่ำเสมอ หรือรับประทานก่อนฟอกสัก 1 ชั่วโมง และควบคุมปริมาณเกลือแร่ และน้ำ ในแต่ละวัน อย่าให้น้ำหนักตัวเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือจำกัดไม่ควรเกิน 3 กิโลกรัมต่อการฟอก 1 ครั้ง

How to Kidney Care:
พยายามควบคุมปริมาณน้ำในแต่ละวัน โดยผู้ป่วยโรคไตแต่ละคนจะทานน้ำได้มากน้อยแค่ไหนจากการคำนวณ
ปริมาณน้ำ 500 มิลลิลิตร บวกกับ ปริมาณปัสสาวะในแต่ละวัน คือ ปริมาณน้ำที่สามารถทานได้ในแต่ละวัน (ซึ่งรวมทั้งน้ำดื่ม น้ำในอาหารทั้งหมดด้วย) ซึ่งจะแนะนำให้ ทำน้ำสำหรับดื่มไว้ 500 - 800 มิลลิลิตร ใส่ขวดไว้ ส่วนที่เหลือในอาหารแต่ละมื้อ ก็ไม่น่าเกิน)

แนะนำให้ ทำการชั่งน้ำหนัก ตอนเช้า จดไว้ และ ชั่งน้ำหนักก่อนนอน จดไว้ เอามาลบกันต้องไม่เกิน 1 กิโลกรัม เช่น
ตอนเช้า ชั่งได้ 50.6 กิโลกรัม
ตอนเย็นก่อนนอน ชั่งได้ 51.3 กิโลกรัม
ลบเหลือ 0.7 กิโลกรัม แสดงว่า โอเค
แต่หากเกินไปบ้าง วันรุ่งขึ้น ก็ได้ดูว่า น้ำหนักลดลงจากเดิมตอนเย็นที่ชั่งไว้ไหม ถ้าลดลง ก็โอเค ถ้าไม่ วันรุ่งขึ้นก็ลดปริมาณน้ำลงอีกหน่อยค่ะ

โดยพยายามให้แต่ละวัน น้ำหนักตัวไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อวันค่ะ ถ้าทำได้ รับรองได้ว่า จะไม่ต้องกังวลเรื่องความดัน หรือโรคแทรกซ้อนขณะฟอกไตค่ะ

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

Thursday, March 21, 2013

Key of Kidney Care กุญแจสำคัญในการถนอมไต

ตามหลักของการแพทย์แผนจีน การทำงานของไต หรือการไหลเวียนของระบบชี่ที่ไต จะมีเวลาในการทำงานที่ตายตัว ในรอบ 1 วัน หากเราแบ่งช่วงเวลาใน 1 วัน เป็น ดังนี้
1. ยามเช้า ทันที่ตื่นนอน ระบบการไหลเวียนโลหิตเข้าสู่ไตจะดี การทำงานและประสิทธิภาพของไตดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าเวลาเที่ยงวัน
2. ยามเที่ยง จนถึงเวลาบ่าย 3 โมง การทำงานของไตจะเริ่มลดลง ทำให้เหนื่อย และอ่อนเพลียได้ง่าย
3. ยามดึก เวลากลางคืน ไตจะทำงานน้อย ด้อยประสิทธิภาพ
ซึ่งหากเรียนรู้เรื่อง นาฬิกาชีวิต จะเข้าใจว่า การเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์ จะมีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

ดังนั้น การจะทะนุถนอมไตเราจะต้องเข้าใจระบบธรรมชาติของร่างกาย และต้องดูแลสุขภาพร่างกายด้วย ซึ่งจะแนะนำง่าย ๆ ดังนี้

--> 1. ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเที่ยง ให้ทำงานให้เต็มที่ ทานอาหารเช้าทุกวัน และดื่มน้ำให้เพียงพอ ขณะเวลาทำงาน เพื่อควบคุมอุณหภูมิของไต และทำให้ไตทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วงเวลานี้สามารถออกกำลังกายหนัก ๆ ได้
2. หลังบ่าย 3 โมง ให้พักผ่อน หยุดรับประทานอาหารประเภทโปรตีน และดื่มน้ำแบบจิบ ๆ ไม่ควรดื่มน้ำที่เดียวเยอะ ๆ เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักเกินไป
3. เวลากลางคืน ควรเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม ไม่ควรนอนดึก ไม่รับประทานอาหาร และน้ำหลัง 3 ทุ่ม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6 - 8 ชั่วโมงต่อวัน
4. ดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกิน เลี่ยงอาหารที่ส่งผลเสียต่อไต ระวังอย่าบริโภคอาหารที่มีเกลือ รสเค็มจัด และอาหารโปรตีน พวกเนื้อที่ย่อยยาก มากเกินไป

ง่าย ๆ เพียงแค่ 4 ข้อ เท่านี้ ก็เป็นกุญแจหลักในการถนอมไตของเรานะค่ะ

How to Kidney Care:
1. รีบไปหาเรื่อง นาฬิกาชีวิต อ่านซะ จะได้เข้าใจเรื่องระบบการทำงานของไต กับกาลเวลา
2. หลังบ่าย 3 มาพักผ่อน หยุดงานที่ใช้สมอง หรือเรื่องเครียด ๆ มานั่งจิบน้ำชา เคลียร์งานที่ค้างคากันดีกว่า เพื่อประสิทธิภาพของงาน และถนอมไต
3. เปลี่ยนนิสัยทานอาหารค่ำ เป็นอาหารเย็น ถึงเวลาก็กิน อย่ามัวทำงาน หรือเที่ยวเล่น และรีบกลับบ้านเข้านอน เพื่อไต เพื่อตัวเองนะค่ะ

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

-->

Wednesday, March 20, 2013

The Risk of Kidney Disease ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะโรคไต

The Risk of Kidney Disease ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะโรคไต 

ในปัจจุบัน โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคไตในคนไทย สูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต และโภชนาการที่ไม่ดี ทำให้คนไทยมีโรคประจำตัว หรือ โรคเรื้อรัง และไม่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง จนในที่สุดก็ส่งผลให้ไตถูกทำลาย หรือเสื่อมสภาพลง ทำให้เกิดภาวะโรคไตตามมาในอนาคต

ตัวอย่าง โรคเรื้อรัง ที่จะนำไปสู่ภาวะโรคไตเสื่อม หรือเป็นโรคแทรกซ้อนเมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะโรคไตเสื่อมเรื้อรังระยะสุดท้าย เรียกว่า อาจเป็นโรคนี้ก่อน ไตเสื่อม หรือเป็นโรคไตเสื่อม แล้วมีโรคเหล่านี้แทรกซ้อนได้ เช่นกัน ได้แก่
1. โรคเบาหวาน จะก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง และหดเล็กลง ทำให้เลือดเข้าไปเลี้ยงไตได้น้อย ส่งผลทำให้ไตทำงานหนัก และเสื่อมในเวลาต่อมา
2. โรคหัวใจ จะก่อให้เกิดความดันที่หน่วยกรองไตสูง ทำให้ไตทำงานหนัก และส่งผลทำให้ไตเสื่อมได้
3. โรคความดันโลหิตสูง ส่งผลโดยตรงกับการควบคุมความดันที่เป็นหน้าที่ของไต ในการควบคุมระดับความดันในเลือด เมื่อความดันโลหิตสูง หลอดเลือดที่ไตจะบีบตัว ทำให้ไตทำงานหนัก และมีเลือดเข้าไปเลี้ยงไตได้น้อยลง ทำให้ไตเสื่อมในระยะเวลาต่อมา
4. โรคไขมันในกระแสเลือด ทำให้เส้นเลือดแข็ง อุดตับ ตีบตัน ไตได้รับเลือดน้อย การทำงานในการกรองของเสียออกจากเลือดไม่สะดวก ทำให้ไตเสื่อมได้เช่นกัน
5. โรคเก๊าต์ เป็นภาวะความเป็นกรดในเลือดสูงมาก ระบบการควบคุมความเป็นกรดและด่างของไต จะต้องทำงานหนักมาก ในการกำจัดของเสียออก ส่งผลให้ไตเสื่อมได้ในระยะต่อมา เช่นกัน
6. เป็นต้น

-->
นอกจาก โรคเรื้อรัง เหล่านี้ จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไตเสื่อม ไตวาย ได้ แต่จากที่กล่าวข้างต้น เมื่อเราป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง แล้ว ก็จะส่งผลให้เกิด โรคเหล่านี้ แทรกซ้อนขึ้นมาได้เช่นกัน เพราะ เมื่อไตเสื่อม ระบบการขจัดของเสียในร่างกายจะลดลง เกิดการสะสมของสารพิษ ของเสียในระบบเลือด ส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานหนัก หัวใจโรค ระบบการควบคุมความดันของไตสูญเสียไป ทำให้ความดันยิ่งสูงขึ้น การขจัดของเสียลดลง ไขมันตกค้างในเลือดได้ง่ายขึ้น เลือดมีภาวะเป็นกรดสูง ทำให้เกิดภาวะโรคเก๊าต์เทียม ที่มีอาการเหมือนโรคเก๊าต์ขึ้นได้ เช่นกันค่ะ

ดังนั้น เราควรดูแล ถนอมไตก่อนเกิดโรคไต หรือหากใครเป็นโรคเรื้อรังดังกล่าว ข้างต้น ก็ควรดูแลควบคุม อาการของโรคเรื้อรังเหล่านั้น ให้อยู่ในระดับที่ดี และควรปรับเปลี่ยนหรือควบคุมทางด้านอาหารโภชนาการที่รับประทานเข้าไปด้วย เพื่อชะลอการเกิดโรคไต หรือถนอมไตไว้ให้นานที่สุด

How To Kidney Care:
1. หลีกเลี่ยงรสเค็ม อาหารแปรรูป ผลไม้หมักดอง หรือทานอาหารซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ เพราะจะให้ไตทำงานหนักได้
2. หากเป็นโรคเรื้อรัง ดังกล่าวข้างต้น ควรมีการตรวจเลือดติดตามการทำงานของไต ทุก ๆ 6 เดือน
โดย ตรวจหา โปรตีนในปัสสาวะ และตรวจเลือดหาค่า BUN และค่า Creatinin เป็นต้น
3. เลือกทานอาหารที่ไม่ปรุงแต่งรส ทานจืดบ้าง ตามใจปากให้ลดลง ถนอมไตให้อยู่ได้นาน ๆ ดีกว่า ไตเสื่อม แล้วค่อยมาดูแลเรื่องอาหารนะค่ะ -->
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

Tuesday, March 19, 2013

Kidney Care Menu เมนูอาหารโรคไต

-->
เมนูอาหารโรคไต วันนี้ ขอเสนอ เมนู เส้นบุกผัดไข่ปลากะพง อาหารจานนี้ เหมาะทั้งสำหรับคนเป็นโรคไต คนที่มีโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไขมันในเลือดสูง 

คุณค่าของเมนูอาหารโรคไต นี้ อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ช่วยในการดักจับไขมัน ลดคลอเลสเตอรอล และช่วยในระบบขับถ่าย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจากไข่ขาว ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยในการฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยกรดโอเมก้า3 จากเนื้อปลากะพง ที่ย่อยง่าย นับว่าเป็นเมนูที่เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ และผู้ป่วยโรคต่าง ทั้ง โรคไต โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคความดัน และโรคไขมันในเลือดสูง อีกด้วย
ส่วนประกอบของ เส้นบุกผัดไข่ปลากะพง ต่อ 1 จาน
1. ไข่ขาว 1 ฟอง (ขนาดเบอร์ 1 หรือเบอร์ 0)
2. เส้นบุกแบบเส้น 20 กรัม (แช่น้ำไว้ หรือจะเปลี่ยนมาใช้ วุ้นเส้นก็ได้)
3. กระเทียมสับ 1 กลีบ (ปอกเอาเปลือกออกให้หมด)
4. เนื้อปลากระพง 20 กรัม (ไม่เอาหนัง)
5. พริกไทยดำเม็ด (ตำหยาบ ๆ )
6. ขิงอ่อนเล็กน้อย
7. ซีอิ้วขาว 1 ช้อนชา
8. หัวหอมใหญ่ 1/4 หัวหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
9. ผักกาดขาว หั่นเป็นชิ้นพอคำ
10. น้ำมันงา 1 ช้อนชา

วิธีทำ
  1. ตั้งกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันงาลงไปผัดกับกระเทียมให้หอม
  2. แล้วเติมเนื้อปลากระพงที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลงไป ผัดให้เข้ากัน 
  3. ใส่เม็ดพริกไทยดำ ที่ตำหยาบ ๆ ลงไป 
  4. และปรุงรสด้วย พริกไทยป่น และซีอิ้วขาว ชิมรส จะได้รสอ่อน ๆ 
  5. ใส่ขิงอ่อนที่หันเป็นเส้น ผักกาดขาว และหัวหอมใหญ่สับลงไป คลุกให้พอสุก
  6. เติมเส้นบุกแบบเส้น ที่แช่น้ำทิ้งไว้ให้นิ่ม และไข่ขาวลงไปผัดให้เข้ากัน แล้วยกลง
  7. เสริฟเป็นอาหารจานหลัก ลดไขมัน ลดน้ำหนัก เสริมโปรตีนได้ดี
เมนู เส้นบุกผัดไข่ปลากะพง จานนี้ สามารถดัดแปลงเมนูเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ ได้หลายแบบ ทำให้เมนูไม่น่าเบื่อ เช่น ใช้วุ้นเส้น แทน เส้นบุก หรือใช้เส้นใหญ่ แทนเส้นบุก  หรือ ใช้เนื้อหมู แทน เนื้อปลา หรือจะเปลี่ยนเนื้อปลา เป็น เนื้อกุ้ง เนื้อปูก้อน ก็จะอร่อยไปอีกแบบเช่นกัน

เป็นกำลังใจให้ทั้ง ผู้ป่วยโรคไต และผู้ดูแลคนป่วยนะค่ะ ขอให้สู้ และสนุกกับการดำเนินชีวิตประจำวันค่ะ

How to Kidney Care:
1. ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมต่อวันของโรคไต คือ วันละ 0.6 กรัมต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน 1 กิโลกรัมค่ะ ถ้าน้ำหนักแห้งอยู่ที่ 50 กิโลกรัม ให้ทานเนื้อสัตว์ได้ คือ 30 กรัมค่ะ
2. การทานไข่ขาว สำหรับโรคไต สามารถทานได้ไม่มีลิมิตค่ะ เพราะกรดอะมิโน หรือโปรตีนที่ได้จากไขมัน เป็นโปรตีนชนิดดี ที่ร่างกายต้องการในการนำไปซ่อมแซมร่างกายค่ะ แนะนำให้ทานไข่ขาวให้ได้วันละ 4 วันนะค่ะ สำหรับคนดูแล ก็ทานด้วยได้วันละ 1 - 2 ฟองก็ได้ค่ะ จะได้แข็งแรงนะค่ะ
3. ผู้ป่วยโรคไต ควรตรวจเลือด หาค่า Albumin ทุก ๆ 3 เดือน เพื่อป้องกันภาวะการขาดสารอาหาร และการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อ เพราะถ้า albumin ในร่างกายต่ำ ร่างกายจะไปดึงกรดอะมิโนจากกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อลีบ มีอาการบวมน้ำ ได้ง่ายนะค่ะ
-->
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

Kidney Function หน้าที่ของไต

-->
  • ไต ของเรามีหน้าที่อะไร ?
  • ไต ของเราอยู่ตรงไหนของร่างกาย ?
  • ไต ของเรามีความสำคัญอย่างไร ?
  • เมื่อสูญเสียการทำงานของ ไต จะทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง
คำถามเหล่านี้ วันนี้ คุณจะได้คำตอบ และเข้าใจ ความสำคัญของไตมากขึ้น และอยากที่จะดูแลถนอม ไต ของเราให้อยู่ไปกับเราได้อีกนาน ๆ

ไต... ไต ของคนเรามีลักษณะรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ในร่างกายมีไตอยู่ 2 ข้างที่ด้านหลังเหนือระดับบั้นเอว ไต จะอยู่บริเวณใต้กระดูกซี่โครงด้านล่าง และ ไต ขวาอยู่ต่ำกว่าไต ซ้ายเล็กน้อย ดังรูป
ขนาดของไต โดยประมาณแต่ละชิ้นยาว 10 ซม. กว้าง 4 - 6 ซม. หนา 5 ซม น้ำหนักประมาณ 130 กรัม ในเนื้อไตมีหน่วยกรองเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เนฟรอน ข้างละประมาณ 1 ล้านหน่วย ซึ่งจะลำเลียงน้ำปัสสาวะและของเสียที่กรองผ่านมาเข้าสู่ระบบหลอดไตฝอยจนถึงกรวยไต ท่อไต และลงสู่กระเพาะปัสสาวะรอเวลาขับถ่ายทิ้งไปในที่สุด

หน้าที่ของไตมีอะไรบ้าง
คุณรู้ไหมว่า ไต ทำหน้าที่ในการกรองของเสียออกจากเลือด 1 ลิตรต่อนาที โดยประมาณ กล่าวคือ เลือดทั่วตัวเฉลี่ยแล้วทุก ๆ 5 นาทีจะไหลเข้าออกจากไตแล้วประมาณ 1 รอบ ด้วยเหตุที่เลือดมีการไหลเข้าสู่ไตในปริมาณมาก ทำให้ไตต้องทำหน้าที่ในการหอกเลือดอย่างต่อเนื่อง และของเสียที่ถูกกรองจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ เฉลี่ยต่อวันมีปัสสาวะประมาณ 1.5 ลิตร หรือนาทีละ 1 ซีซี ซึ่งขั้นตอนในการ กรองของเสียจนกระทั่งกลายเป็นปัสสาวะ มีดังนี้
1. ปริมาณการไหลเวียนของเลือดในไต นาทีละ 1 ลิตร
2. ปริมาณการไหลเวียนของพลาสม่าในไต นาทีละ 500 ซีซี
3. ปริมาณการกรองของโกลเมอรูลัส นาทีละ 100 ซีซี
4. ผลิตน้ำปัสสาวะได้นาทีละ 1 ซีซี
สิ่งที่ออกมาพร้อมน้ำปัสสาวะได้แก่ เกลือ 1% ยูเรีย 50% ครีอาตีนิน 20% โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส กรดยูริค 5-10% เป็นต้น แต่ ไต มิได้มีหน้าที่หลักเพียง 1 หน้าที่ ไตยังมีหน้าที่มากมาย ซึ่งจะกล่าวต่อไป ดังนี้


ของเสียที่ ไต กรองออก ได้แก่ น้ำ โปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม เม็ดเลือดแดง ครีอาตินิน (สารพิษ) ส่วนที่ร่างกายใช้ได้จะถูกดูดกลับ เช่น โปรตีน เม็ดเลือดแดง และน้ำในปริมาณที่จำเป็น ดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง ดังนั้น ไต มีหน้าที่สำคัญ คือ การกรองเอาของที่ยังมีประโยชน์เก็บไว้ในร่างกาย ส่วนของที่ไม่มีประโยชน์แล้วจะถูกคัดกรองปนออกมากับปัสสาวะ เพื่อขับทิ้งสู่ภายนอก

แต่หน้าที่ของไต มิได้มีเพียงเท่านี้ ไตยังมีหน้าที่ อีกมากมาย สรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้
  1. ไต มีหน้าที่ขับถ่ายของเสียและน้ำออกจากร่างกาย (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น เป็นหน้าที่หลัก) ซึ่งปกติ เมื่อเรารับประทานอาหารและดื่มน้ำเข้าสู่ร่างกาย เมื่ออาหารถูกย่อยและเผาผลาญจะเหลือแต่ของเสียในรูปของสารยูเรีย และอื่น ๆ ไต จะทำหน้าที่ขจัดของเสียและน้ำส่วนเกินเหล่านั้นออกไปทิ้งนอกร่างกาย หากแต่ถ้า ไต ทำงานบกพร่อง จะเกิดภาวะคั่งของของเสียในเลือดและเกิดอาการบวมน้ำของร่างกายได้
  2. ไต ทำหน้าที่รักษาสมดุลของกรดและด่างในร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป โดยเฉพาะอาหารจำพวกโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต เช่น เนื้อสัตว์ และขนมปัง ร่างกายจะเผาผลาญเกิดเป็นของเสียจำพวกสารยูเรีย และทำให้เลือดมีความเป็นกรด ซึ่ง ไต จะทำหน้าที่ในการขับกรดยูเรีย ส่วนเกิดเหล่านี้ออกในรูปของเกลือฟอสเฟต ซัลเฟต ซึ่งทำให้สมดุลของกรด และด่างในร่างกายอยู่ในสภาพเป็นกลางตลอดเวลา ดังนั้น ผู้ป่วยที่ มีการทำงานของไตลดลง จะทำให้ไตขับกรดออกทางหลอดไตฝอยได้น้อยลง ทำให้ร่างกายเกิดภาวะความเป็นกรด ก่อให้เกิดอาการหอบเหนื่อย ซึม หมดสติได้ 
  3. ไต ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลเกลือแร่ โดยเฉพาะ เกลือโซเดียม และโพแทสเซียม ซึ่งไตจะทำหน้าที่ในการขับเกลือส่วนเกินเหล่านี้ออกจากร่างกาย ทำให้สมดุลเกลือแร่ในร่างกายเหมาะสม แต่หากผู้ป่วยมีอาการไตวาย จะทำให้การขับเกลือแร่ โซเดียม และโพแทสเซียม ลดลง โดยเฉพาะเกลือโพแทสเซียม หากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินจะเป็นอันตรายทำให้หัวใจวาย ถึงแก่ชีวิตได้
  4. ไต ทำหน้าที่ในการควบคุมความเข้มข้นและปริมาณของปัสสาวะ โดยอาศัยฮอร์โมนที่หลั่งมาจากต่อมใต้สมอง ออกฤทธิ์กับหลอดไตฝอย เวลาร่างกายขาดน้ำ ฮอร์โมนจะหลั่งมามากทำให้ปัสสาวะเข้มและมีปริมาณลดลง แต่หากมีน้ำมากเพียงพอ ฮอร์โมนจะหลั่งออกมาน้อย ทำให้ปัสสาวะจาง และมีปริมาณเพิ่มขึ้น 
  5. ไต ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน โดยทั่วไป คงไม่ทราบกันว่า ไต ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนได้หลายชนิด ตัวอย่างเช่น 
    1. ฮอร์โมน อิริโธรโปรตีน Erythropoietin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก หากมีภาวะไตวาย การสร้างฮอร์โมนจะลดลง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง
    2. ฮอร์โมน แคลซิไตรออล Calcitriol ซึ่งก็คือ วิตามินดี นั่นเอง เป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส จากลำไส้ เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก หากขาดฮอร์โมนนี้ จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนนั่นเอง
    3. ฮอร์โมน เรนิน-แองจิโอเทนซิน Rennin – angiotensin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิต ระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน จะไปกระตุ้นหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหดรัดตัว และกระตุ้นการหลั่งแอลโดสเตอโรน ที่ต่อมหมวกไตส่วนนอก ทำให้เพิ่มปริมาณของโซเดียมและน้ำมากขึ้น ปริมาณเลือดจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อเป็นโรคไต จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นจากเดิม เพราะไม่มีระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ 
เห็นไหมค่ะว่า ไต มีหน้าที่สำคัญมากมาย กับร่างกายของเรา หากสูญเสียไตหรือหน้าที่การทำงานของไต จะส่งผลกระทบมากมายต่อร่างกายเรา ดังนั้น มาดูแลถนอมไต ให้อยู่คู่กับร่างกายเราไปนาน ๆ ดีกว่าค่ะ
ติดตามอ่าน สถาณการณ์โรคไตในประเทศไทย ได้ที่บทความนี้ค่ะ โรคไต

-->
How to Kidney Care 
1. ควรไปตรวจสุขภาพไตเป็นประจำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
2. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ประมาณ 2 - 3 ลิตร ไม่ควรน้อยหรือมากเกินไป เพราะทำให้ไตทำงานหนัก
3. หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเค็มจัด และโปรตีนในปริมาณมาก ๆ หรือติดต่อกัน เพราะทำให้ไตทำงานหนัก
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

Monday, March 18, 2013

The Kidney Disease in Thailand สถานการณ์โรคไตในไทย

สถานการณ์โรคไตในปัจจุบันของประเทศไทย

จากรายงานทางสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ปี 2555 พบว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยมีรายงานการคัดกรองความชุกของโรคไตเรื้อรังเท่ากับ 4.6% ของกลุ่มผู้ป่วย และพบกลุ่มผู้ป่วยโรคไตมากที่สุดในช่วงอายุ 45 - 65 ปี  พบในเพศหญิง 18.7% ในเพศชาย 16.3% ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไป และมีแนวโน้มการเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี มีความชุกของการเกิดโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 เพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยทั้งนี้ โรคไตเรื้อรัง หรือโรคไตเสื่อม นั้น เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ก่อให้เกิดการรักษาที่ยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทางสาธารณสุข

จากการสำรวจของสมาคมโรคไตพบว่าประเทศไทยมีประชากรที่มีปัญหาโรคไตสูงถึงประมาณ 5 ล้านคน และพบว่า 17 % ของประชากรทั้งประเทศเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะต้น ๆ ก่อนที่จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธีทดแทนไต อันได้แก่ การฟอกเลือด ล้างช่องท้อง หรือเปลี่ยนไต

สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทดแทนไตมีอยู่ด้วยกันประมาณ 32,000 ราย ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่อีกกว่า 10,000 ราย ซึ่งคนไข้เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขของประเทศ

โรคไตที่พบบ่อยในประเทศไทย เกิดมากจาก
1. โรคไตวายเฉียบพลัน ที่เกิดจากการติดเชื้อโรคฉี่หนู
2. โรคไตวายเฉียบพลันจากการเกิดนิ่วในไต และระบบทางเดินปัสสาวะ
3. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากเบาหวาน
4. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากความดันโลหิตสูง
5. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากโรคเกาต์

--> ดังนั้น เราควรมาทำความรู้จัก โรคไต กันหน่อยว่าหมายถึงอะไร
ตามคำบัญยัติของศัพท์ทางการแพทย์ โรคไต หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นในเนื้อไต หรือทางเดินปัสสาวะ โรคไตบางชนิดเป็นแล้วหายได้ แต่บางอย่างไม่หาย ที่เรียกว่า โรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นการสูญเสียการทำงานของระบบไตอย่างถาวร

ผู้ป่วยโรคไต อาจมีอาการที่สังเกตุได้ และสังเกตุไม่ได้ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จนอาการมากขึ้นจนเห็นได้ชัด เช่น เหนื่อยง่าย ซีด อ่อนเพลีย ตัวบวม เหนื่อยหอบ เป็นต้น

เมื่อไม่นานมานี้ ที่งาน “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ ชูศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า สาเหตุของโรคไตที่พบบ่อย มี 3 สาเหตุหลักๆ คือ

1. เส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงไตเกิดตีบตัน ทำให้เลือดมาเลี้ยงไม่สะดวก เรียกว่า ไตขาดเลือด เกิดจากภาวะเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
2. สาเหตุต่อมา ตัวเนื้อไตเกิดการอักเสบ เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในไตอักเสบติดเชื้อ หรือแพ้ยาบางชนิด เกิดจากการติดเชื้อ 
3. และสาเหตุสุดท้าย ปัญหาจากท่อส่งปัสสาวะ หรือกระเพาะปัสสาวะ เช่น เกิดการตีบตันจากนิ่วหรือต่อมลูกหมากโต ส่งผลให้เกิดความดันไปยังไต 

จากสถานการณ์ปัจจุบันของโรคไตจะเห็นได้ว่า เราอาจเป็น หนึ่งในอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคไตได้ ซึ่งก็อาจเป็นเราที่จะเป็นผู้ป่วยโรคไต แพทย์จึงแนะนำให้เราทำการตรวจเลือด และตรวจปัสสาวะประจำปี ทุกปี เพื่อติดตามแนวโน้มการเกิดโรคไต และโรคอื่น ๆ ค่ะ
-->
How to Kidney Care 
1. ลดอาหารเค็มทุกชนิด เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานหนักของไต 
2. หากเป็นเบาหวาน ความดัน และเกาต์ ควรตรวจติดตามอาการของโรคไตทุก ๆ 3 - 6 เดือน หรือเป็นประจำทุกปี
3. ออกกำลังกายทุกวันเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดอ่อนนุ่ม ไม่แข็ง ตีบตัน 

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ