Showing posts with label ฟอกเลือด. Show all posts
Showing posts with label ฟอกเลือด. Show all posts

Tuesday, April 9, 2013

Edema of Kidney Disease อาการบวมน้ำของโรคไต

-->
อาการบวมน้ำของผู้ป่วยโรคไต Edema of Kidney Disease 

ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะมีอาการบวมน้ำควบคู่ไปด้วยเสมอ เนื่องจากอวัยวะไต ทำหน้าที่ในการกำจัดน้ำ และของเสียออกจากร่างกาย เสื่อมประสิทธิภาพลง จะเห็นจากการปัสสาวะลดลง หรือไม่มีปัสสาวะเลย อาการบวมน้ำ แต่ละคน ก็มีการบวมแตกต่างกันไป บ้างคนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่มากจากน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่กลับมีอาการบวมน้ำ แต่บางคนน้ำหนักเพิ่มจากน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่กลับไม่มีอาการบวมน้ำ

อาการบวมน้ำ เกิดได้หลายบริเวณของร่างกาย ที่เห็นได้ชัด ๆ เช่น หน้าแข้ง ใบหน้า นิ้วมือ นิ้วเท้า เปลือกตา และที่อื่น ๆ

อาการบวมน้ำ เป็นอาการที่เกิดจากเซลล์มีสภาพอ่อนแอ ไม่สามารถผลักดันน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้มีน้ำคั่งอยู่นอกหลอดเลือด แม้จะมีน้ำหนักไม่เกินน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่ก็สามารถมีน้ำออกจากหลอดเลือดได้ ขึ้นอยู่กับสภาพความแข็งแรงของร่างกาย

ลักษณะของอาการบวมน้ำ บริเวณที่มีอาการบวมน้ำ จะบวมขึ้น เมื่อกดลงไปจะบุ๋ม และเมื่อปล่อยมือออก อาการบุ๋มจะคืนตัวกลับช้า เรียกว่า กดแล้วบุ๋ม ชัดเจน ว่าเป็นอาการบวมน้ำ

วิธีการแก้ไขอาการบวมน้ำ สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ใช้การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

1. ในแต่ละครั้งที่ไปฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ก็ต้องให้เครื่องไตเทียมดึงน้ำออกให้เหลือเท่าน้ำหนักตัว แต่หากบวมน้ำไปมากในแต่ละครั้งที่ฟอก จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และทรุดโทรมได้เร็ว เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรควบคุมปริมาณน้ำที่เข้าร่างกาย อย่าให้น้ำหนักเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน

2. การปรับประทานไข่ขาว โปรตีน อัลบูมินในไขมัน จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง เซลล์ได้รับสารอาหารเพียงพอ และช่วยลดอาการบวมน้ำอย่างได้ผล ดังนั้น การบริโภคไข่ขาว ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มิใช่เป็นเพียงการเสริมอาหารโปรตีน เท่านั้น ยังช่วยลดอาการแทรกซ้อน และโรคบวมน้ำได้อีกด้วย

3. หากมีอาการบวมน้ำมากเกินไป แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 3 กิโลกรัม หากเกินไปทุก ๆ ครั้งที่ไปฟอก ควรปรึกษากับหมอที่ดูแล โดยจะมีวิธีปรับดังนี้

3.1 ลดน้ำหนักแห้งลงอีก เช่น จากเดิม 55 ก.ก. อาจลดลงไปเหลือ 54.7 ก.ก. เพื่อให้เครื่องฟอกไตดึงน้ำออกจากหลอดเลือดมากขึ้น และเกิดภาวะการดูดน้ำกลับหรือการแพร่ของน้ำจากนอกหลอดเลือดกลับเข้าสู่หลอดเลือด ทำให้ลดอาการบวมได้ แต่วิธีนี้ อาจทำให้ร่างกายผู้ป่วยรับภาระหนัก ดังนั้น ผู้ป่วยควรควบคุมน้ำได้ดีจะดีกว่า

3.2 การเพิ่มรอบในการฟอก เช่น แต่เดิมฟอก 2 ครั้งต่ออาทิตย์ เพิ่มเป็น 3 ครั้งต่ออาทิตย์ ซึ่งวิธีนี้ ร่างกายผู้ป่วยไม่ต้องรับภาระหนักมาก แต่ต้องเสียเวลาในการมาฟอกเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ควรควบคุมปริมาณน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปจะดีกว่า

4. การควบคุมการทานอาหาร งดอาหารรสเค็ม และรสหวาน เพราะสองรสนี้จะทำให้ต้องดื่มน้ำมาก และไปเพิ่มเกลือแร่ในร่างกายอีกด้วย แนะนำให้ทาน รสจืด หรือรสเผ็ดจากเครื่องเทศ สมุนไพร จะช่วยในการปรับสมดุลของน้ำในร่างกายได้ดีกว่า
-->
How to Kidney Care:
1. การออกกำลังกายในแต่ละวันของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง คือ 3 รอบต่อวัน โดยแบ่งการออกกำลังกาย เป็น 10 - 15 นาที ต่อรอบ เพื่อมิให้ร่างกาย ไต หรือ หัวใจ ทำงานหนักเกินไป และควรให้มีการขับเหงื่อบ้าง เพื่อลดปริมาณน้ำของร่างกาย และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และหัวใจ
2. แนะนำการออกำลังกายของผู้ป่วยโรคไต เช่น การแกว่งแขน, การนอนยกขาสลับซ้ายขวา, การเดินไกล, การปั่นจักรยาน, การยกตุ้มน้ำหนักแบบ 1 กิโลกรัม ไม่ควรใช้น้ำหนักมากเกินไป เป็นต้น

Saturday, March 23, 2013

Hemodialysis การฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม

การใช้เครื่องฟอกไตเทียม ในการฟอกเลือดขจัดของเสียของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีจุดประสงค์หลักเพื่อการกรองเอาของเสียออกจากร่างกายของผู้ป่วย แทนการทำงานของไตที่สูญเสียไป และต้องใช้การเสริมอาหาร วิตามิน ฮอร์โมน และอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อชดเชยสารอาหาร ที่ถูกกรองออกไป และชดเชย ฮอร์โมน ที่ไตสร้างไม่ได้ เป็นต้น

 การฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียมนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จำเป็นต้องมีการทำเส้นสำหรับฟอกเลือด ที่เรียกว่า Shunt ซึ่งมีทั้งแบบใช้เส้นเลือดจริงของตัวผู้ป่วยเอง และใช้เส้นเลือดเทียม ใส่ทดแทนเข้าไปเนื่องจาก เส้นเลือดจริงของผู้ป่วยมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถตัดต่อทำ shunt ได้

การทำ shunt คือ การผ่าตัดต่อเชื่อมหลอดเลือดแดง และดำ ที่บริเวณข้อมือ แขน ต้นแขน ต้นขา เป็นต้น ซึ่งทางแพทย์ผู้ผ่าตัดจะทำการวินิจฉัย ตรวจสอบขนาดของหลอดเลือดและกำหนดบริเวณที่จะผ่าตัด และพิจารณาว่าจะใช้วิธีทำ shunt จากเส้นเลือดจริง หรือจำเป็นต้องใช้เส้นเลือดเทียม

-->

การทำเส้นฟอกเลือดจากเส้นจริง

และ

การทำเส้นฟอกเลือดจากเส้นเทียม







ซึ่งหลังจากผ่าตัดแล้ว การทำเส้นฟอกเลือดจากเส้นจริง จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูเส้นให้เส้นจริงมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือโตขึ้น เพียงพอที่จะใช้เส้นเจาะเพื่อฟอกเลือดได้ ซึ่งระยะเวลาในการรอให้เส้นโต ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพของเส้นเลือดของแต่ละผู้ป่วย ระยะเวลาก็ตั้งแต่ 3 - 6 เดือน แต่บางราย หลังจากการผ่าตัดทำเส้นเลือดจริงไปแล้ว ก็อาจมีปัญหา ว่าเส้นเลือดไม่ขยายตัว หรือโตไม่เพียงพอสำหรับใช้ในการฟอกเลือด ซึ่งก็จะเป็นปัญหาเฉพาะของแต่ละราย แพทย์ไม่สามารถรับรองได้ว่า ผ่าตัดไปแล้วจะสามารถใช้ได้ หรือเส้นเลือดจะโตได้ทุกคนไป ซึ่งถ้าเกิดกรณีปัญหาเส้นไม่โต หรือผู้ป่วยมีอาการแย่ ต้องทำการฟอกเลือดด่วน ก็จำเป็นต้องมีการใส่หลอดเลือดเทียมสำหรับฟอกที่บริเวณหน้าอก ซึ่งเป็นการฝังเอาท่อสำหรับฟอก และเท่าสายสำหรับฟอกกับเส้นเลือดบริเวณหน้าอก ซึ่งเมื่อผ่าตัดฝังแล้ว สามารถทำการฟอกเลือดได้ทันที ในวันรุ่งขึ้น หรือหลังจากผ่าตัดเสร็จ ก็ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล....

สำหรับการฝังท่อสำหรับฟอกเลือดที่อกนี้ สามารถผ่าตัดได้เสร็จสิ้น ใน 1 ชั่วโมง และทำการฟอกเลือดได้ทันที แต่มีการดูแลรักษาค่อนข้างยาก ผู้ป่วยไม่สามารถอาบน้ำได้เอง เพราะอาจทำให้มีน้ำเข้าไป หรือติดเชื้อได้ง่าย แต่ปกติ พยาบาลที่ทำการฟอกเลือด เมื่อทำการฟอกเลือดเสร็จ จะทำความสะอาดแผล และปิดสายฟอกเลือดด้วยสำลี และพลาเตอร์ปิดแผลชนิดกันน้ำได้ ซึ่งผู้ดูแลคนป่วย ก็สามารถแกะออกมาทำความสะอาดได้ทุกวันค่ะ สำหรับท่อฟอกเลือดที่อกนี้มีอายุใช้งานเพียง 1 ปี และมีโอกาสอุดตัน หรือติดเชื้อได้สูง แพทย์จึงมักแนะนำว่า ให้ทำ shunt สำหรับฟอกเลือดเตรียมไว้เลย โดยจะเลือกทำจากเส้นจริง หรือเส้นเทียม ก็พิจารณาปัจจัยกันอีกทีค่ะ

สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำเส้นเลือดสำหรับฟอก หรือ shunt นั้น การทำจากเส้นเลือดจริงจะราคาถูกกว่าเส้นเลือดเทียม และมีอายุการใช้งานนานกว่าเส้นเลือดเทียม โอกาสการอุดตันน้อยกว่าเส้นเลือดเทียม และก็มีข้อเสียที่กล่าวไปแล้วว่า เมื่อผ่าตัดแล้วอาจใช้งานได้ หรือไม่ได้ ก็ต้องเสี่ยงกัน

ส่วนเส้นเลือดเทียม การผ่าตัดมีราคาสูงกว่า และมีอายุการใช้งานสั้น 1 - 2 ปี ยกเว้นบางรายที่ดูแลดี ก็ใช้งานได้นาน แต่บางราย เส้นเลือดเทียมสำหรับฟอก อุดตันได้บ่อยครั้ง ทำให้ต้องมีการผ่าตัดแก้ไข หรือลอกทำความสะอาดเส้นเลือดเทียม ซึ่งก็จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดแก้ได้บ่อย ๆ ค่ะ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียมนั้น มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมเส้นสำหรับฟอกเลยทีเดียว ดังนั้น หากเราหมั่นดูแลและตรวจสุขภาพของไต หากทางชะลอและป้องกันก่อนไตเสื่อมจะช่วยให้เราไม่ต้องทรมาน และลำบากในการต้องไปฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเลยค่ะ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะค่ะ ไว้จะมาอธิบายต่อค่ะ

How to Kidney Care:
การดูแลเส้นสำหรับฟอกเลือด
1. ผู้ป่วยต้องทำการบริหารแขน บริเวณที่ทำเส้นทุกวัน ด้วยการบีบลูกบอล วันละ 1000 ครั้ง หรือทำได้มากน้อย ขึ้นกับความแข็งแรงของผู้ป่วย
2. หลังจากการฟอกเลือดแล้ว ผู้ป่วยไม่ความให้บริเวณที่ฟอก ถูกน้ำ หรือยกของหนัก เพราะอาจทำให้ติดเชื้อ หรืออักเสบได้
3. หลังจากเปิดแผล เลือดหยุดสนิทแล้ว ให้ล้างทำความสะอาดบริเวณที่ทำเส้นด้วยการถูสบู่อ่อน ๆ เบา ๆ ทำความสะอาด แล้วเช็ดให้แห้งสนิท
4. อาจทำการนวดที่เส้นเบา ๆ ให้ทั่วทั้งเส้น เพื่อทำให้ผนังเส้นเลือดมีความยืดหยุ่น และลดการเกิดหินปูนไปเกาะบริเวณเส้นเลือด ช่วยลดการอุดตันได้อีกทางหนึ่ง
5. ห้ามงอ หรือพับแขน หรือ นอนทับแขน ในข้างที่ทำเส้นเป็นเวลานาน ๆ  เพราะจำทำให้เส้นเลือดอุดตันได้

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

Friday, March 22, 2013

Blood Pressure Changes Hemodialysis การเปลี่ยนแปลงของความดันขณะฟอกไต

การเปลี่ยนแปลงของความดันขณะฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม (Blood Pressure Changes as Hemodialysis )

วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของความดัน ขณะทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม ซึ่งจะเห็นว่าในตำราการฟอกไต มักจะกล่าวไว้ว่า ให้ระวังเรื่องความดันตกขณะฟอกเลือดด้วยไตเทียม เพราะจะเป็นอันตรายทำให้ผู้ป่วยมีอาการช็อก หน้ามืด ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ จนกระทั่งหมดสติได้

ซึ่งในความเป็นจริงของ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะพบทั้ง ผู้ที่มีความดันสูง ขณะ หรือหลังฟอกเลือด และผู้ที่มีความดันต่ำ ขณะ หรือหลังฟอกเลือด แต่ในหลักการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียมนั้น จะมีการควบคุมอัตราการไหลของเลือด เรียกว่า Flow rate การควบคุมอุณหภูมิของเลือดที่ไหลออกและไหลเข้ากลับเข้าสู่ร่างกายอยู่แล้ว ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรง ทานอาหารเพียงพอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ตลอดจนควบคุมปริมาณน้ำและเกลือในร่างกายได้ ความดันขณะฟอกก็จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หรืออาจมีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่ฟอก แต่หลังจากฟอกเสร็จแล้ว ความดันจะกลับเป็นปกติใกล้เคียงเดิม

เราจะมาอธิบายกันที่ละกรณีเลยนะค่ะ
1. กรณีความดันตก
กรณี ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง เมื่อทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว มีความดันต่ำลง หรือมีภาวะความดันตก ซึ่งจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย หมดแรง เป็นตะคริว ท้องเสีย หรืออาจไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้ ขึ้นกับสภาพความแข็งแรงของผู้ป่วยในขณะนั้น

สาเหตุที่ทำให้ความดันตก การแพทย์ยังไม่ได้ระบุแน่ชัด แต่พบว่า หากผู้ป่วยมีภาวะขาดอาหาร หรือขาดโปรตีน หรือ มีปริมาณน้ำสะสมในร่างกายสูงมากกว่าปกติของน้ำหนักแห้งมาก ทำให้ต้องดึงน้ำออกจากร่างกายมากเกินขีดจำกัด จะส่งผลให้เกิดภาวะ ความดันตก ได้

เมื่อเกิดภาวะความดันตก ขณะฟอก พยาบาลจะดำเนินการแก้ไขเบื้องต้น เช่น มีการปรับอัตราการฟอกเลือดให้ต่ำลง ปรับอุณหภูมิของเลือดให้สูงขึ้น ร่วมทั้งอาจมีการให้ glucose ทางเลือด หรือให้ดื่มน้ำหวานถ้าผู้ป่วยความดันตกไม่มาก

ส่วนตัวผู้ป่วยเอง ควรมีการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกัน ภาวะความดันตกขณะฟอกเลือดอีก โดยการทานอาหารโปรตีนที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะไข่ขาว ต้องทานให้ได้ 4- 6 ฟอง (เบอร์ 1) ต่อวัน และออกกำลังกายให้พอเหมาะ อีกทั้งควบคุมน้ำหนักอย่างให้น้ำหนักเพิ่มเกินวันละ 1 กิโลกรัมต่อวัน

2. กรณีความดันสูง
กรณีนี้ ผุ้ป่วยไตวายเรื้อรัง หลายท่าน เมื่อทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว มีความดันสูงขึ้น มากในขณะฟอก โดยเฉพาะตัวบน บางคนก็สูงเกิน 200 mmHg ขณะที่ตัวล่างอาจไม่สูงเกิน 90 mmHg  หรือสูงเกินก็ได้ ซึ่งจะพบใน กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่มีโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว เป็นส่วนมาก ซึ่งอาจมี อาการปวดศีรษะ มึนหัว หรือไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้

สาเหตุที่ทำให้ความดันสูง ขณะฟอก นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ระบุไว้ว่า เนื่องจาก การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ซึ่งมีแผ่นกรองที่เรียกว่า Dialysis ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวกรองของไตเทียม ในการกรองเอาของเสียออกไปจากกระแสเลือด แต่นอกจากของเสียที่ถูกกรองออกแล้ว ยังอาจมี โปรตีน เม็ดเลือดและ ยา บางอย่าง ที่ถูกกรองติดออกไปด้วย ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมความดันของยานั้น ๆ ลดลง จึงส่งผลทำให้ ความดันสูงขึ้นในขณะฟอก และหลังฟอก แต่ในอีกกรณี หากมีอาการบวมน้ำ น้ำเกินมาในร่างกายมาก ทำให้ต้องมีการดึงน้ำออก ซึ่งในระหว่างฟอกที่มีการดึงน้ำออก ความดันอาจสูงขึ้น เนื่องจาก เลือดมีความข้นมากขึ้น แต่ความดันจะลดลง และคงที่เท่าเดิม หลังฟอก หรือฟอกเสร็จแล้ว

ซึ่งเมื่อเกิดภาวะความดันสูง ขณะฟอก พยาบาลจะแนะนำให้ทานยาความดันเพิ่มทันที หรือใช้การปรับอุณหภูมิของเครื่องฟอกให้สูงขึ้น เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก หรือบางครั้ง ก็มีการปรับปริมาณของเกลือแร่ในสารละลายสำหรับฟอก ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพยาบาล หรือหมอในการฟอกไต

ส่วนตัวผู้ป่วยเอง ควรมีการดูแลสุขภาพ ก่อนไปฟอกไต เพื่อป้องกัน ภาวะความดันสูงขณะฟอกเลือด โดยการรับประทานยาความดันอย่างสม่ำเสมอ หรือรับประทานก่อนฟอกสัก 1 ชั่วโมง และควบคุมปริมาณเกลือแร่ และน้ำ ในแต่ละวัน อย่าให้น้ำหนักตัวเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือจำกัดไม่ควรเกิน 3 กิโลกรัมต่อการฟอก 1 ครั้ง

How to Kidney Care:
พยายามควบคุมปริมาณน้ำในแต่ละวัน โดยผู้ป่วยโรคไตแต่ละคนจะทานน้ำได้มากน้อยแค่ไหนจากการคำนวณ
ปริมาณน้ำ 500 มิลลิลิตร บวกกับ ปริมาณปัสสาวะในแต่ละวัน คือ ปริมาณน้ำที่สามารถทานได้ในแต่ละวัน (ซึ่งรวมทั้งน้ำดื่ม น้ำในอาหารทั้งหมดด้วย) ซึ่งจะแนะนำให้ ทำน้ำสำหรับดื่มไว้ 500 - 800 มิลลิลิตร ใส่ขวดไว้ ส่วนที่เหลือในอาหารแต่ละมื้อ ก็ไม่น่าเกิน)

แนะนำให้ ทำการชั่งน้ำหนัก ตอนเช้า จดไว้ และ ชั่งน้ำหนักก่อนนอน จดไว้ เอามาลบกันต้องไม่เกิน 1 กิโลกรัม เช่น
ตอนเช้า ชั่งได้ 50.6 กิโลกรัม
ตอนเย็นก่อนนอน ชั่งได้ 51.3 กิโลกรัม
ลบเหลือ 0.7 กิโลกรัม แสดงว่า โอเค
แต่หากเกินไปบ้าง วันรุ่งขึ้น ก็ได้ดูว่า น้ำหนักลดลงจากเดิมตอนเย็นที่ชั่งไว้ไหม ถ้าลดลง ก็โอเค ถ้าไม่ วันรุ่งขึ้นก็ลดปริมาณน้ำลงอีกหน่อยค่ะ

โดยพยายามให้แต่ละวัน น้ำหนักตัวไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อวันค่ะ ถ้าทำได้ รับรองได้ว่า จะไม่ต้องกังวลเรื่องความดัน หรือโรคแทรกซ้อนขณะฟอกไตค่ะ

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ