วิธีถนอมไตที่ยังเหลืออยู่ให้ทำหน้าที่ต่อไปนาน ๆ
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ต้องฟอกไต ทั้งผู้ป่วยที่ฟอกไตด้วยวิธีล้างทางหน้าท้อง และผู้ป่วยโรคไตที่ฟอกไตด้วยเครื่องฟอกไตเทียม หลักการดูแลไตที่เหลืออยู่ให้ทำหน้าที่ต่อไปนาน ๆ นั้นมีดังนี้
1. การรักษาปริมาณน้ำปัสสาวะไว้
ยิ่งทำการฟอกไตไปนานเท่าไร การทำงานของไตจะลดลง และอาจส่งผลให้ไตที่เหลือทำงานลดลงจนไม่ทำงาน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ ดังนั้น การรักษาปริมาณน้ำปัสสาวะไว้ ในแต่ละวัน ให้ไตทำงาน และมีการปัสสาวะออกด้วยตนเองนั้น ยังดีกว่า ในแต่ละวันไม่ปัสสาวะเลย เพราะแสดงว่า ไตไม่ทำงานอีกต่อไป ต้องใช้ชีวิตโดยการฟอกไตออก และต้องควบคุมน้ำในปริมาณที่เข้มงวดกว่าเดิม หรือเพิ่มจำนวนครั้งในการฟอก หรือในการฟอกแต่ละครั้งต้องดึงน้ำออกมากกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งต่อภาวะจิตใจ และภาวะร่างกาย ดังนั้น
ต้องใส่ใจดูแลการดื่มน้ำในแต่ละวัน ดังนั้น อย่าให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ต้องให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอในแต่ละวัน หากมีเหงื่อออกมากวันไหน ก็ต้องดื่มน้ำชดเชยเข้าไป และต้องหมั่นชั่งน้ำหนักตัว เพื่อดูว่าเพิ่มมากน้อยแค่ไหน ในแต่ละวันต้องเพิ่มไม่เกิน 1 กิโลกรัม และปริมาณน้ำโดยเฉลี่ยในแต่ละวัน คิดจาก ปริมาณน้ำปัสสาวะใน 1 วัน บวกกับน้ำ 500 มิลลิลิตร เป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอในแต่ละวันของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง
2. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคไต ต้องเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หักโหม แนะนำให้ใช้การออกกำลังกายคือ การเดินออกกำลังกาย และการปั่นจักรยาน เพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไว้ และช่วยคงการทำงานของไตไว้ด้วย ดังนั้น การออกกำลังเพียงวันละ 15 - 30 นาที อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ต้องให้หัวใจเต้นถี่มากเกินไป หรือเหนื่อยมากเกินไป จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต และมีความปลอดภัยสูง
3. การรับประทานยาขับปัสสาวะ
การรับประทานยาขับปัสสาวะ จะขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งมักจะให้ยาขับปัสสาวะ เพื่อให้ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำปัสสาวะให้ออกมากขึ้น เพื่อขจัดของเสียออกจากร่างกาย แต่เมื่อรับประทานมาระยะหนึ่งแล้ว ผลของยาขับปัสสาวะ ทำให้ไม่แตกต่างกัน ถึงจะทานหรือไม่ทาน ก็ควรจะหยุดใช้ยาตัวนี้ เพราะยาทุกชนิดยอมมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ และทำให้ตับต้องทำงานหนักในการขจัดออกจากร่างกาย
4. การรับประทานยาความดัน
การรับประทานยาความดัน เพื่อควบคุมมิให้ความดันสูงขึั้น ซึ่งจะไปส่งผลต่อเส้นเลือดฝอยที่กรวยไต หากควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ทำให้ความดันสูงบ่อย ๆ ไตจะยิ่งเสื่อมสภาพลง ดังนั้น การลดความดันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จะช่วยถนอมไตที่เหลืออยู่ได้อีกทางหนึ่ง
How To Kidney Care:
1. การรับประทานผลไม้ เพื่อช่วยในการขับปัสสาวะ ก็เป็นการช่วยถนอมไตอีกทางหนึ่ง ผลไม้ที่มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ คือ แตงโม แกนสับปะรด เป็นต้น
2. ไม่แนะนำสมุนไพรที่ช่วยขับปัสสาวะ เพราะในสมุนไพรเหล่านั้นจะมี โพแทสเซียม สูง สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีระดับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สูงอยู่แล้ว ควรระวัง เช่น หญ้าหนวดแมว หญ้าปักกิ่ง เป็นต้น
สนใจมาพูดคุยเรื่องโรคไตได้ที่ www.facebook.com/friutenzyme
Showing posts with label โรคไต. Show all posts
Showing posts with label โรคไต. Show all posts
Tuesday, April 23, 2013
Tuesday, April 9, 2013
Edema of Kidney Disease อาการบวมน้ำของโรคไต
-->
อาการบวมน้ำของผู้ป่วยโรคไต Edema of Kidney Disease
ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะมีอาการบวมน้ำควบคู่ไปด้วยเสมอ เนื่องจากอวัยวะไต ทำหน้าที่ในการกำจัดน้ำ และของเสียออกจากร่างกาย เสื่อมประสิทธิภาพลง จะเห็นจากการปัสสาวะลดลง หรือไม่มีปัสสาวะเลย อาการบวมน้ำ แต่ละคน ก็มีการบวมแตกต่างกันไป บ้างคนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่มากจากน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่กลับมีอาการบวมน้ำ แต่บางคนน้ำหนักเพิ่มจากน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่กลับไม่มีอาการบวมน้ำ
อาการบวมน้ำ เกิดได้หลายบริเวณของร่างกาย ที่เห็นได้ชัด ๆ เช่น หน้าแข้ง ใบหน้า นิ้วมือ นิ้วเท้า เปลือกตา และที่อื่น ๆ
อาการบวมน้ำ เป็นอาการที่เกิดจากเซลล์มีสภาพอ่อนแอ ไม่สามารถผลักดันน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้มีน้ำคั่งอยู่นอกหลอดเลือด แม้จะมีน้ำหนักไม่เกินน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่ก็สามารถมีน้ำออกจากหลอดเลือดได้ ขึ้นอยู่กับสภาพความแข็งแรงของร่างกาย
ลักษณะของอาการบวมน้ำ บริเวณที่มีอาการบวมน้ำ จะบวมขึ้น เมื่อกดลงไปจะบุ๋ม และเมื่อปล่อยมือออก อาการบุ๋มจะคืนตัวกลับช้า เรียกว่า กดแล้วบุ๋ม ชัดเจน ว่าเป็นอาการบวมน้ำ
วิธีการแก้ไขอาการบวมน้ำ สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ใช้การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
1. ในแต่ละครั้งที่ไปฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ก็ต้องให้เครื่องไตเทียมดึงน้ำออกให้เหลือเท่าน้ำหนักตัว แต่หากบวมน้ำไปมากในแต่ละครั้งที่ฟอก จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และทรุดโทรมได้เร็ว เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรควบคุมปริมาณน้ำที่เข้าร่างกาย อย่าให้น้ำหนักเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน
2. การปรับประทานไข่ขาว โปรตีน อัลบูมินในไขมัน จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง เซลล์ได้รับสารอาหารเพียงพอ และช่วยลดอาการบวมน้ำอย่างได้ผล ดังนั้น การบริโภคไข่ขาว ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มิใช่เป็นเพียงการเสริมอาหารโปรตีน เท่านั้น ยังช่วยลดอาการแทรกซ้อน และโรคบวมน้ำได้อีกด้วย
3. หากมีอาการบวมน้ำมากเกินไป แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 3 กิโลกรัม หากเกินไปทุก ๆ ครั้งที่ไปฟอก ควรปรึกษากับหมอที่ดูแล โดยจะมีวิธีปรับดังนี้
3.1 ลดน้ำหนักแห้งลงอีก เช่น จากเดิม 55 ก.ก. อาจลดลงไปเหลือ 54.7 ก.ก. เพื่อให้เครื่องฟอกไตดึงน้ำออกจากหลอดเลือดมากขึ้น และเกิดภาวะการดูดน้ำกลับหรือการแพร่ของน้ำจากนอกหลอดเลือดกลับเข้าสู่หลอดเลือด ทำให้ลดอาการบวมได้ แต่วิธีนี้ อาจทำให้ร่างกายผู้ป่วยรับภาระหนัก ดังนั้น ผู้ป่วยควรควบคุมน้ำได้ดีจะดีกว่า
3.2 การเพิ่มรอบในการฟอก เช่น แต่เดิมฟอก 2 ครั้งต่ออาทิตย์ เพิ่มเป็น 3 ครั้งต่ออาทิตย์ ซึ่งวิธีนี้ ร่างกายผู้ป่วยไม่ต้องรับภาระหนักมาก แต่ต้องเสียเวลาในการมาฟอกเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ควรควบคุมปริมาณน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปจะดีกว่า
4. การควบคุมการทานอาหาร งดอาหารรสเค็ม และรสหวาน เพราะสองรสนี้จะทำให้ต้องดื่มน้ำมาก และไปเพิ่มเกลือแร่ในร่างกายอีกด้วย แนะนำให้ทาน รสจืด หรือรสเผ็ดจากเครื่องเทศ สมุนไพร จะช่วยในการปรับสมดุลของน้ำในร่างกายได้ดีกว่า
-->
How to Kidney Care:
1. การออกกำลังกายในแต่ละวันของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง คือ 3 รอบต่อวัน โดยแบ่งการออกกำลังกาย เป็น 10 - 15 นาที ต่อรอบ เพื่อมิให้ร่างกาย ไต หรือ หัวใจ ทำงานหนักเกินไป และควรให้มีการขับเหงื่อบ้าง เพื่อลดปริมาณน้ำของร่างกาย และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และหัวใจ
2. แนะนำการออกำลังกายของผู้ป่วยโรคไต เช่น การแกว่งแขน, การนอนยกขาสลับซ้ายขวา, การเดินไกล, การปั่นจักรยาน, การยกตุ้มน้ำหนักแบบ 1 กิโลกรัม ไม่ควรใช้น้ำหนักมากเกินไป เป็นต้น
อาการบวมน้ำของผู้ป่วยโรคไต Edema of Kidney Disease
ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะมีอาการบวมน้ำควบคู่ไปด้วยเสมอ เนื่องจากอวัยวะไต ทำหน้าที่ในการกำจัดน้ำ และของเสียออกจากร่างกาย เสื่อมประสิทธิภาพลง จะเห็นจากการปัสสาวะลดลง หรือไม่มีปัสสาวะเลย อาการบวมน้ำ แต่ละคน ก็มีการบวมแตกต่างกันไป บ้างคนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่มากจากน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่กลับมีอาการบวมน้ำ แต่บางคนน้ำหนักเพิ่มจากน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่กลับไม่มีอาการบวมน้ำ
อาการบวมน้ำ เกิดได้หลายบริเวณของร่างกาย ที่เห็นได้ชัด ๆ เช่น หน้าแข้ง ใบหน้า นิ้วมือ นิ้วเท้า เปลือกตา และที่อื่น ๆ
อาการบวมน้ำ เป็นอาการที่เกิดจากเซลล์มีสภาพอ่อนแอ ไม่สามารถผลักดันน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้มีน้ำคั่งอยู่นอกหลอดเลือด แม้จะมีน้ำหนักไม่เกินน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่ก็สามารถมีน้ำออกจากหลอดเลือดได้ ขึ้นอยู่กับสภาพความแข็งแรงของร่างกาย
ลักษณะของอาการบวมน้ำ บริเวณที่มีอาการบวมน้ำ จะบวมขึ้น เมื่อกดลงไปจะบุ๋ม และเมื่อปล่อยมือออก อาการบุ๋มจะคืนตัวกลับช้า เรียกว่า กดแล้วบุ๋ม ชัดเจน ว่าเป็นอาการบวมน้ำ
วิธีการแก้ไขอาการบวมน้ำ สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ใช้การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
1. ในแต่ละครั้งที่ไปฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ก็ต้องให้เครื่องไตเทียมดึงน้ำออกให้เหลือเท่าน้ำหนักตัว แต่หากบวมน้ำไปมากในแต่ละครั้งที่ฟอก จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และทรุดโทรมได้เร็ว เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรควบคุมปริมาณน้ำที่เข้าร่างกาย อย่าให้น้ำหนักเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน
2. การปรับประทานไข่ขาว โปรตีน อัลบูมินในไขมัน จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง เซลล์ได้รับสารอาหารเพียงพอ และช่วยลดอาการบวมน้ำอย่างได้ผล ดังนั้น การบริโภคไข่ขาว ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มิใช่เป็นเพียงการเสริมอาหารโปรตีน เท่านั้น ยังช่วยลดอาการแทรกซ้อน และโรคบวมน้ำได้อีกด้วย
3. หากมีอาการบวมน้ำมากเกินไป แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 3 กิโลกรัม หากเกินไปทุก ๆ ครั้งที่ไปฟอก ควรปรึกษากับหมอที่ดูแล โดยจะมีวิธีปรับดังนี้
3.1 ลดน้ำหนักแห้งลงอีก เช่น จากเดิม 55 ก.ก. อาจลดลงไปเหลือ 54.7 ก.ก. เพื่อให้เครื่องฟอกไตดึงน้ำออกจากหลอดเลือดมากขึ้น และเกิดภาวะการดูดน้ำกลับหรือการแพร่ของน้ำจากนอกหลอดเลือดกลับเข้าสู่หลอดเลือด ทำให้ลดอาการบวมได้ แต่วิธีนี้ อาจทำให้ร่างกายผู้ป่วยรับภาระหนัก ดังนั้น ผู้ป่วยควรควบคุมน้ำได้ดีจะดีกว่า
3.2 การเพิ่มรอบในการฟอก เช่น แต่เดิมฟอก 2 ครั้งต่ออาทิตย์ เพิ่มเป็น 3 ครั้งต่ออาทิตย์ ซึ่งวิธีนี้ ร่างกายผู้ป่วยไม่ต้องรับภาระหนักมาก แต่ต้องเสียเวลาในการมาฟอกเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ควรควบคุมปริมาณน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปจะดีกว่า
4. การควบคุมการทานอาหาร งดอาหารรสเค็ม และรสหวาน เพราะสองรสนี้จะทำให้ต้องดื่มน้ำมาก และไปเพิ่มเกลือแร่ในร่างกายอีกด้วย แนะนำให้ทาน รสจืด หรือรสเผ็ดจากเครื่องเทศ สมุนไพร จะช่วยในการปรับสมดุลของน้ำในร่างกายได้ดีกว่า
-->
How to Kidney Care:
1. การออกกำลังกายในแต่ละวันของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง คือ 3 รอบต่อวัน โดยแบ่งการออกกำลังกาย เป็น 10 - 15 นาที ต่อรอบ เพื่อมิให้ร่างกาย ไต หรือ หัวใจ ทำงานหนักเกินไป และควรให้มีการขับเหงื่อบ้าง เพื่อลดปริมาณน้ำของร่างกาย และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และหัวใจ
2. แนะนำการออกำลังกายของผู้ป่วยโรคไต เช่น การแกว่งแขน, การนอนยกขาสลับซ้ายขวา, การเดินไกล, การปั่นจักรยาน, การยกตุ้มน้ำหนักแบบ 1 กิโลกรัม ไม่ควรใช้น้ำหนักมากเกินไป เป็นต้น
Friday, April 5, 2013
Reduce of Drink Water in Summer การลดปริมาณน้ำดื่มในหน้าร้อน
การลดปริมาณน้ำดื่มในหน้าร้อน ของผู้ป่วยโรคไต นับว่า เป็นการทรมาน หรือค่อนข้างยากลำบากเลยที่เดียว เพราะหน้าร้อน ยิ่งร้อน ยิ่งกระหายน้ำ ปากแห้ง ผิวแห้ง อึดอัดใจน่าดูชม เหมือนกันนะค่ะ
วันนี้จึงจะมาแนะนำวิธีการลดปริมาณน้ำดื่มในช่วงหน้าร้อน ให้กับ ผู้ป่วยโรคไต ที่ต้องถูกจำกัดน้ำค่ะ
1. แนะนำอย่ากินอาหารรสจัด เช่น หวานจัด เผ็ดจัด เพราะทั้งสองรสนี้่ ทานเข้าไปแล้ว ยิ่งกระหายน้ำ ทำให้ต้องดื่มน้ำมาก ๆ ค่ะ
2. ทุกครั้งที่ดื่มน้ำ ควรใช้ตวงน้ำให้รู้ปริมาณที่ดื่มทุกครั้ง จะได้ควบคุมปริมาณได้ว่า เราดื่มไปแล้วมากน้อยแค่ไหนในวันนี้ค่ะ
3. แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำร้อน แบบจิบ ดีกว่า ดื่มน้ำเย็น ค่ะ เพราะน้ำเย็นยิ่งดื่มยิ่งชื่นใจ ทำให้ดื่มครั้งละมาก ๆ ในคราวเดียวกันค่ะ
4. การอมน้ำแข็ง หรือ การกลั้วคอด้วยน้ำ เวลากระหายน้ำ หรือปากแห้ง ช่วยให้ดับกระหาย ลดอาการขาดน้ำได้ แม้ไม่ต้องดื่มเข้าไปค่ะ
5. การจิบน้ำครั้งละ 10 มิลลิลิตรต่อครั้ง ช่วยลดการกระหายน้ำได้ดี และไม่ทำให้ปากแห้ง คอแห้งค่ะ
6. การออกกำลังกายเสียเหงื่อบางในแต่ละวัน จะช่วยร่างกายขับน้ำออกได้อีกทางหนึ่งค่ะ จะได้ทานน้ำได้เพิ่มขึ้น
7. การจำกัดเกลือ และเลี่ยงของเค็ม เป็นวิธีการควบคุมปริมาณน้ำที่ดื่มได้ดีที่สุด และไม่ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำอีกด้วย
How to Kidney Care:
วันนี้จึงจะมาแนะนำวิธีการลดปริมาณน้ำดื่มในช่วงหน้าร้อน ให้กับ ผู้ป่วยโรคไต ที่ต้องถูกจำกัดน้ำค่ะ
1. แนะนำอย่ากินอาหารรสจัด เช่น หวานจัด เผ็ดจัด เพราะทั้งสองรสนี้่ ทานเข้าไปแล้ว ยิ่งกระหายน้ำ ทำให้ต้องดื่มน้ำมาก ๆ ค่ะ
2. ทุกครั้งที่ดื่มน้ำ ควรใช้ตวงน้ำให้รู้ปริมาณที่ดื่มทุกครั้ง จะได้ควบคุมปริมาณได้ว่า เราดื่มไปแล้วมากน้อยแค่ไหนในวันนี้ค่ะ
3. แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำร้อน แบบจิบ ดีกว่า ดื่มน้ำเย็น ค่ะ เพราะน้ำเย็นยิ่งดื่มยิ่งชื่นใจ ทำให้ดื่มครั้งละมาก ๆ ในคราวเดียวกันค่ะ
4. การอมน้ำแข็ง หรือ การกลั้วคอด้วยน้ำ เวลากระหายน้ำ หรือปากแห้ง ช่วยให้ดับกระหาย ลดอาการขาดน้ำได้ แม้ไม่ต้องดื่มเข้าไปค่ะ
5. การจิบน้ำครั้งละ 10 มิลลิลิตรต่อครั้ง ช่วยลดการกระหายน้ำได้ดี และไม่ทำให้ปากแห้ง คอแห้งค่ะ
6. การออกกำลังกายเสียเหงื่อบางในแต่ละวัน จะช่วยร่างกายขับน้ำออกได้อีกทางหนึ่งค่ะ จะได้ทานน้ำได้เพิ่มขึ้น
7. การจำกัดเกลือ และเลี่ยงของเค็ม เป็นวิธีการควบคุมปริมาณน้ำที่ดื่มได้ดีที่สุด และไม่ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำอีกด้วย
How to Kidney Care:
1. ผู้ป่วยโรคไต ที่ควบคุมปริมาณน้ำ หรือจำกัดน้ำ ควรระวังภาวะขาดน้ำด้วยนะค่ะ เพราะหากจำกัดน้ำมากเกินไป ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำ ยิ่งทำให้ปัสสาวะที่เหลืออยู่เป็นพิษ อาการจะทรุดลง
2. ควรควบคุมเกลือ หรือเลี่ยงอาหารรสเค็มให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการบวมน้ำ และทำให้ควบคุมปริมาณน้ำยากขึ้น
-->
-->
Wednesday, March 27, 2013
Nutrition of Kidney Care โภชนาการบำบัดสำหรับโรคไต
หัวใจหลักในการดูแลทางโภชนาการของผู้ป่วยโรคไต
สรุปเป็น ข้อ ๆ ได้ดังนี้
How to Kidney Care:
1. การจำกัดโปรตีนต่อวัน ยกเว้น ไข่ขาว ผู้ป่วยโรคไต ควรทานไข่ขาววันละ 4-6 ฟองต่อวัน เพื่อให้ได้ อัลบูมิน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ลดภาวะอาการบวมน้ำ ลดการเกิดโลหิตจาง ลดการสูญเสียกล้ามเนื้อ ภาวะกล้ามเนื้อลีบ เป็นต้น
-->
หัวใจหลักที่ต้องจำคือ
ผู้ป่วยโรคไต ต้องลดน้ำ ลดเกลือ รับโปรตีนต่ำ แต่พลังงานต้องเพียงพอ ในแต่ละวัน
1. จำกัดปริมาณโปรตีน คือ วันละ 0.6 กรัมต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน 1 ก.ก.
ตัวอย่างเช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ต้องได้รับโปรตีน 0.6X50= 30 กรัมต่อวัน
2. จำกัดปริมาณเกลือ คือ ให้น้อยกว่าวันละ 5 กรัม
ตัวอย่างการคำนวณ เช่น ซีอิ้วขาวมีปริมาณเกลือ 1000 มก.ต่อ 15 มล. ดังนั้น ให้คำนวณกลับดังนี้
ต้องทาน ซีอิ้วขาวได้ไม่เกิน 5 กรัม เท่ากับ 5000 มก. ดังนั้น (5000X15)/1000 = 75 มล.
หากต้องเทียบเป็นช้อนชา 1 ช้อนชา ประมาณ 5 มล. ดังนั้น สามารถทานซีอิ้วขาวได้ 15 ช้อนชา เป็นต้น
3. จำกัดปริมาณน้ำ คือ ปริมาณน้ำที่ดื่ม ไม่รวมน้ำในอาหาร จำเป็นต้องกำหนดคราว ๆ ได้ดังนั้น
ปริมาณน้ำปัสสาวะที่มี บวก กับ ไม่เกิน 500 มล. คือ ปริมาณปัสสาวะต่อวัน 300 มล. บวกกับไม่เกิน 500 มล. แสดงว่า ดื่มน้ำได้ไม่เกินวันละ 800 มล. เป็นต้น
4. พลังงานต้องเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน คือ ร่างกายต้องการพลังงานวันละ 35 KCAL ต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน 1 กก. ดังนั้น ถ้า น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ร่างกายต้องการพลังงาน 1750 kcal ซึ่งน้ำหนักตัวมาตรฐาน อาจใช้น้ำหนักแห้ง หรือ ใช้การคำนวณ น้ำหนักตัวมาตรฐานตามสูตรนี้
น้ำหนักตัวมาตรฐาน (กก) เท่ากับ ส่วนสูง (ม) คูณ ส่วนสูง (ม) คูณ 22 เช่น สูง เช่น สูง 1.6 ม ดังนั้น
น้ำหนักตัวมาตรฐาน (กก) = 1.6 X 1.6 X 22 = 56.3 กก. ดังนั้น ต้องได้รับพลังงานเท่ากับ 1970 kcal
จะแสดงกรณีตัวอย่าง ของผู้ป่วยโรคไต อายุ 68 ปี สูง 162 ซม. หนักตัว 55 ก.ก. มีภาวะโรความดันโลหิตสูง และเป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคไตมาแล้ว 1 ปี ปัสสาวะได้วันละ 250 มล.
เริ่มต้น หา น้ำหนักตัวมาตรฐาน เพื่อจะใช้เป็นน้ำหนักแห้ง ดังนี้
น้ำหนักตัวมาตรฐาน (กก) เท่ากับ 1.62 X 1.62 X 22 = 57.7 กก. แต่คุณหมอปรับน้ำหนักแห้งเป็น 55.0 กก. ซึ่งให้มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน 2.7 กก. เพื่อให้
1. ความดันต่ำลง เพราะมีภาวะความดันโลหิตสูง
2. การมาฟอกแต่ละครั้ง น้ำหนักตัว ควรเพิ่มไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวมาตรฐาน แสดงว่า ไม่ควรเกิน 2.8 กก. ต่อครั้งที่มาฟอก
ปริมาณน้ำดื่มต่อวันสำหรับผู้ป่วยกรณีตัวอย่าง คือ 250 มล บวก ไม่เกิน 500 มล. เท่ากับ 750 มล.
ถ้า ทานน้ำรวมน้ำในอาหารวันละ 1500 มล. จะเหลือน้ำค้าง 750 มล. ต่อวัน ดังนั้น ความถี่ในการมาฟอก ควรมีระยะห่าง ดังนี้ น้ำหนักไม่ควรเกิน 2.8 กก. ต่อครั้งที่มาฟอก คิดเป็น 2800 มล. ต่อครั้งที่มาฟอก
น้ำค้างวันละ 750 มล. ดังนั้น ควรมาฟอกไม่เกิน 3-4 วันต่อครั้ง
พลังงานต่อวัน คือ 57.7 X 35 =2019 kcal ถ้าใช้น้ำหนักแห้ง 55.0 X 35 = 1925 kcal ดังนั้นใน 1 วัน ควรได้รับพลังงาน ประมาณ 1925-2019 หรือ 1900 - 2000 kcal
ซึ่ง เมื่อถูกจำกัดปริมาณโปรตีน 57.7 X 0.6 = 34.6 กรัม และ 55.0 X 0.6 = 33 กรัม ดังนั้น ทานโปรตีนได้ วันหนึ่งไม่เกิน 33-34 กรัม คิดต่ำสูงค่ะ 33 กรัม ซึ่งโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 kcal ดังนั้น 33 X 4 = 132 kcal แต่พลังงานต้องได้รับต่อวันอย่างต่ำ 1900 kcal จึงต้องหาพลังงานทดแทน อีก 1900 - 132 = 1768 kcal
ซึ่ง สำหรับผู้ป่วยโรคไต ก็จะไปเพิ่มพลังงาน ได้จาก อาหารในกลุ่ม แป้ง และน้ำตาล ส่วนผลไม้ ได้นิดหน่อย เพราะต้องจำกัดโพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ค่ะ
สรุป อาหารทางโภชนาการบำบัดสำหรับโรคไต ผู้ป่วยรายนี้ มีดังนี้
1. ปริมาณโปรตีน หรือเนื้อสัตว์ ไม่ติดมัน วันละ 33 กรัม แบ่งเป็น 2 มื้อ เช้า กลางวัน มือเย็นงดเนื้อสัตว์ มื้อละ 16 กรัม เช่น เนื้อปลา เนื้อกุ้ง เนื้อหมู ส่วนไข่ขาว กินได้ไม่คิดรวม เพราะเป็นโปรตีนอัลบูมิน ซึ่งเป็นโปรตีนในกระแสเลือดที่ร่างกายต้องการจำนวนมาก
2. จำกัดเกลือ สามารถใช้ซีอิ้วขาวปรุงรสได้ไม่เกิน 15 ช้อนชา ต่อวัน หรือ 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน พยายามใส่ให้น้อยที่สุด เพราะยังไม่รวมเกลือที่มีอยู่ในอาหารอื่น ๆ
3. จำกัดน้ำ ดื่มได้ไม่เกินวันละ 750 มล. และพยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิน 0.9 ก.ก. ต่อวัน (3 วันฟอกเลือดด้วยไตเทียม 1 ครั้ง)
4. พลังงานรวมต่อวัน 1900 -2000 kcal เป็นหมู่เนื้อสัตว์ 132 kcal หมู่แป้ง และน้ำตาล 1500 kcal ส่วนผลไม้ และผัก 268 kcal ดังนั้น
1. เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน วันละ 33 กรัม
2. แป้ง และน้ำตาล วันละ 375 กรัม
3. ผลไม้ และผัก วันละ 67 กรัม
ลองทำเมนูอาหารดู ใน 1 วัน แบ่ง ง่าย ๆ ดังนี้
มื้อเช้า ข้าวสวย 150 กรัม ไข่ขาวดาว 2 ฟองในน้ำมันมะฟอก 1 ช้อนโต๊ะ ผัดผักกาดขาว หมูสับ 1 จาน แตงโม 200 กรัม พลังงาน 850 Kcal
มื้อเที่ยง ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ผัดกุ้ง 300 กรัม กับ ขนมมันเทศในน้ำเชื่อม 1 ถ้วย 100 กรัม พลังงาน 890 kcal
มื้อเย็น สลัดพลังงานต่ำ (แตงกวา แครอท ผักกาดหอม ผักกาดขาว ไข่ขาวต้ม 2 ฟอง น้ำส้มสายชู น้ำตาล) 100 กรัม พลังงาน 102 kcal
รวมพลังงานโดยประมาณ ต่อวัน 1842 kcal
How to Kidney Care:
1. การจำกัดโปรตีนต่อวัน ยกเว้น ไข่ขาว ผู้ป่วยโรคไต ควรทานไข่ขาววันละ 4-6 ฟองต่อวัน เพื่อให้ได้ อัลบูมิน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ลดภาวะอาการบวมน้ำ ลดการเกิดโลหิตจาง ลดการสูญเสียกล้ามเนื้อ ภาวะกล้ามเนื้อลีบ เป็นต้น
2. การจำกัดน้ำ ต้องรวมกับการจำกัดน้ำหนักมิให้ขึ้นต่อวัน เกิน 1 กิโลกรัม ด้วย เพื่อลดการทำงานของไต และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะฟอกไตค่ะ
Anemia in Chronic Kidney Disease ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไต
ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง Anemia in Chronic Kidney Disease
ไต เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ในการกรองหรือขจัดของเสียออกจากร่างกาย และนอนกจากนี้ไตยังมีความสำคัญในการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกด้วย ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงมักจะมี ภาวะโลหิตจาง ร่วมด้วยเสมอ
ภาวะโลหิตจาง หมายถึง ภาวะที่มีปริมาณเม็ดเลือดแดง รวมถึงสารฮีโมโกลบิน ไม่เพียงพอที่จะสร้างเม็ดเลือดแดง ได้ ซึ่งสาเหตุของ ภาวะโลหิตจาง ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีด้วยกันหลายสาเหตุ ทั้ง เกิดจากการที่ ไตวาย ทำให้ การทำงานของไตลดลง ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ หรือ การสูญเสียเลือดในการฟอกเลือดแต่ละครัง หรือ การขาดวิตามินที่จำเป็นในการสร้างเลือด เช่น วิตามินบี 12 โฟเลต เป็นต้น
ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องได้ รับการเสริม ฮอร์ โมน และวิตามิน เป็นประจำ โดย จะขึ้นอยู่กับผลการตรวจเลือด และการวินิจฉัยของแพทย์ผู้ดูแล ว่าจะต้องเสริมในปริมาณเท่าไร
หาก ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีภาวะโลหิตจาง ร่วมด้วย จะส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้
1. เหนื่อยง่าย เดินไม่ไหว ใจสั้น หากรุนแรงอาจทำให้เกิดโรคหัวใจวายได้ด้วย
2. อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
3. เป็นลม หน้ามืด วิงเวียน
4. มึนสมอง ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ สมองล้า
5. อาการหัวใจขาดเลือด เจ็บหน้าอก
6. อาการขาขาดเหลืด ปวดขา เดินได้ไม่ไกล หยุดพักบ่อยเวลาเดิน
7. อาการทางเดินอาหาร เบื่ออาหาร ท้องอืด
8. ตาเหลือง ซีด เล็บสีอ่อน ยุบตัว เป็นต้น
9. ภูมิคุ้มกันต่ำ ก่อให้เกิดการติดเชื้อ หรือโรคแทรกซ้อนต่าง ๆได้ง่าย
การตรวจร่างกาย ที่บ่งบอกว่ามีอาการภาวะโลหิตจาง ได้แก่ สีของผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ใต้เล็บ หรือสีของเยื่อบุดด้านในเปลือกตาล่าง เมื่อพลิกดู และอาจร่วมกับการประเมินสาเหตุอื่น ๆ เช่น
1. ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) แสดงถึงภาวะโลหิตจาง จากการแตกสลายของเม็ดเลือดแดง เนื่องจากมีของเสียคั่งในร่างกายสูง
2. มีจุดและจ้ำเลือดตามตัว เนื่องจาก มีเกร็ดเลือดต่ำ มีภาวะการทำลายตัวเองของเม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด
3. ผิวลิ้น เลี่ยนและซีด เล็บยุบเป็นแอ่ง อาจหมายถึงโลหิตจางจางไตวายเรื้อรัง
4. ความดันโลหิตสูง อาการบวม ผิวแห้ง อาจหามายถึงโลหิตจางจากไตวายเรื้อรัง
5. ความดันต่ำ อาจหมายถึงภาวะช็อกจากการสูญเสียโลหิตอย่างรวดเร็ว เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรือภาวะหัวใจวาย
6. ตับ และม้ามโต พบได้ในโลหิตจางจากโรคเลือดธาลัสซีเมีย และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
เป็นต้น
สำหรับภาวะโลหิตจาง ที่พบในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักเกิดจาก การสร้างอีรีโทรพอยอีตินไม่เพียงพอ การมีอายุที่ลดลงของเม็ดเลือดแดง รูปร่าง และขนาดเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติ ทำให้มีอายุสั้น อีกทั้ง ภาวะการขาดวิตามิน ดังกล่าวข้างต้น
--> การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงควรตรวจติดตามผลอย่างน้อยทุก ๆ 3 เดือน
การรักษา ภาวะโรคโลหิตจางในผู้ป่วย โรคไตวายเรื้อรัง จึงจำเป็นต้อง หาต้นเหตุ หรือสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน เช่น
1. เกิดภาวะโรคโลหิตจาง เนื่องจาก สูญเสียการทำงานของไต ทำให้ไม่สามารถ ผลิตฮอร์โมน อีรีโทรพอยอีติน (Erythropoietin) ในการไปสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูกได้ จึงต้องมีการฉีด ฮอร์โมน นี้ เข้าไปทดแทน ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่ง จะใช้ในปริมาณเท่าไร ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
2. เกิดภาวะโรคโลหิตจาง เนื่องจาก ขาดวิตามิน เช่น วิตามินบี 12 หรือ กรดโฟลิค หรือ ธาตุเหล็ก ก็ให้ด้วยการเสริมวิตามิน และกรดโฟลิค ด้วยการรับประทาน หรือจะให้ ธาตุเหล็กรวม โดยการฉีดเข้าเส้น ขณะฟอก ก็ได้
3. เกิดภาวะโรคโลหิตจางข้้นรุนแรง อาจจำเป็นต้องมีการให้เม็ดเลือดแดง หรือเลือดเมื่อมาทำการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม เป็นต้น
How to Kidney Care:
1. การทานแคลเซียม และธาตุเหล็ก เสริมในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง อาจทำให้เกิดภาวะท้องผูก หรืออุจจาระแข็งได้ แนะนำให้ปรับปริมาณการรับประทานเสริมในแต่ละวัน โดยการปรึกษาแพทย์ หรือ ใช้วิธีการสวนลำไส้ ด้วยน้ำสะอาด เพื่อช่วยในการขับถ่าย
2. การรับประทาน แคลเซียม พร้อมอาหารคำแรก แคลเซียมจะเข้าไปช่วยในการจับกับ ฟอสฟอรัส ในกระแสเลือดได้ด้วย แต่หากทานหลังอาหารจะเป็นการเสริมแคลเซียมให้ร่างกาย
-->
ไต เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ในการกรองหรือขจัดของเสียออกจากร่างกาย และนอนกจากนี้ไตยังมีความสำคัญในการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกด้วย ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงมักจะมี ภาวะโลหิตจาง ร่วมด้วยเสมอ
ภาวะโลหิตจาง หมายถึง ภาวะที่มีปริมาณเม็ดเลือดแดง รวมถึงสารฮีโมโกลบิน ไม่เพียงพอที่จะสร้างเม็ดเลือดแดง ได้ ซึ่งสาเหตุของ ภาวะโลหิตจาง ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีด้วยกันหลายสาเหตุ ทั้ง เกิดจากการที่ ไตวาย ทำให้ การทำงานของไตลดลง ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ หรือ การสูญเสียเลือดในการฟอกเลือดแต่ละครัง หรือ การขาดวิตามินที่จำเป็นในการสร้างเลือด เช่น วิตามินบี 12 โฟเลต เป็นต้น
ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องได้ รับการเสริม ฮอร์ โมน และวิตามิน เป็นประจำ โดย จะขึ้นอยู่กับผลการตรวจเลือด และการวินิจฉัยของแพทย์ผู้ดูแล ว่าจะต้องเสริมในปริมาณเท่าไร
หาก ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีภาวะโลหิตจาง ร่วมด้วย จะส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้
1. เหนื่อยง่าย เดินไม่ไหว ใจสั้น หากรุนแรงอาจทำให้เกิดโรคหัวใจวายได้ด้วย
2. อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
3. เป็นลม หน้ามืด วิงเวียน
4. มึนสมอง ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ สมองล้า
5. อาการหัวใจขาดเลือด เจ็บหน้าอก
6. อาการขาขาดเหลืด ปวดขา เดินได้ไม่ไกล หยุดพักบ่อยเวลาเดิน
7. อาการทางเดินอาหาร เบื่ออาหาร ท้องอืด
8. ตาเหลือง ซีด เล็บสีอ่อน ยุบตัว เป็นต้น
9. ภูมิคุ้มกันต่ำ ก่อให้เกิดการติดเชื้อ หรือโรคแทรกซ้อนต่าง ๆได้ง่าย
การตรวจร่างกาย ที่บ่งบอกว่ามีอาการภาวะโลหิตจาง ได้แก่ สีของผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ใต้เล็บ หรือสีของเยื่อบุดด้านในเปลือกตาล่าง เมื่อพลิกดู และอาจร่วมกับการประเมินสาเหตุอื่น ๆ เช่น
1. ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) แสดงถึงภาวะโลหิตจาง จากการแตกสลายของเม็ดเลือดแดง เนื่องจากมีของเสียคั่งในร่างกายสูง
2. มีจุดและจ้ำเลือดตามตัว เนื่องจาก มีเกร็ดเลือดต่ำ มีภาวะการทำลายตัวเองของเม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด
3. ผิวลิ้น เลี่ยนและซีด เล็บยุบเป็นแอ่ง อาจหมายถึงโลหิตจางจางไตวายเรื้อรัง
4. ความดันโลหิตสูง อาการบวม ผิวแห้ง อาจหามายถึงโลหิตจางจากไตวายเรื้อรัง
5. ความดันต่ำ อาจหมายถึงภาวะช็อกจากการสูญเสียโลหิตอย่างรวดเร็ว เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรือภาวะหัวใจวาย
6. ตับ และม้ามโต พบได้ในโลหิตจางจากโรคเลือดธาลัสซีเมีย และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
เป็นต้น
สำหรับภาวะโลหิตจาง ที่พบในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักเกิดจาก การสร้างอีรีโทรพอยอีตินไม่เพียงพอ การมีอายุที่ลดลงของเม็ดเลือดแดง รูปร่าง และขนาดเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติ ทำให้มีอายุสั้น อีกทั้ง ภาวะการขาดวิตามิน ดังกล่าวข้างต้น
--> การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงควรตรวจติดตามผลอย่างน้อยทุก ๆ 3 เดือน
การรักษา ภาวะโรคโลหิตจางในผู้ป่วย โรคไตวายเรื้อรัง จึงจำเป็นต้อง หาต้นเหตุ หรือสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน เช่น
1. เกิดภาวะโรคโลหิตจาง เนื่องจาก สูญเสียการทำงานของไต ทำให้ไม่สามารถ ผลิตฮอร์โมน อีรีโทรพอยอีติน (Erythropoietin) ในการไปสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูกได้ จึงต้องมีการฉีด ฮอร์โมน นี้ เข้าไปทดแทน ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่ง จะใช้ในปริมาณเท่าไร ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
2. เกิดภาวะโรคโลหิตจาง เนื่องจาก ขาดวิตามิน เช่น วิตามินบี 12 หรือ กรดโฟลิค หรือ ธาตุเหล็ก ก็ให้ด้วยการเสริมวิตามิน และกรดโฟลิค ด้วยการรับประทาน หรือจะให้ ธาตุเหล็กรวม โดยการฉีดเข้าเส้น ขณะฟอก ก็ได้
3. เกิดภาวะโรคโลหิตจางข้้นรุนแรง อาจจำเป็นต้องมีการให้เม็ดเลือดแดง หรือเลือดเมื่อมาทำการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม เป็นต้น
How to Kidney Care:
1. การทานแคลเซียม และธาตุเหล็ก เสริมในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง อาจทำให้เกิดภาวะท้องผูก หรืออุจจาระแข็งได้ แนะนำให้ปรับปริมาณการรับประทานเสริมในแต่ละวัน โดยการปรึกษาแพทย์ หรือ ใช้วิธีการสวนลำไส้ ด้วยน้ำสะอาด เพื่อช่วยในการขับถ่าย
2. การรับประทาน แคลเซียม พร้อมอาหารคำแรก แคลเซียมจะเข้าไปช่วยในการจับกับ ฟอสฟอรัส ในกระแสเลือดได้ด้วย แต่หากทานหลังอาหารจะเป็นการเสริมแคลเซียมให้ร่างกาย
-->
Monday, March 25, 2013
Kidney Food Menu : ปลากะพงน้ำแดง
เมนูอาหารสำหรับโรคไตวันนี้ ขอเสนอ เมนู ปลากะพงน้ำแดง
สูตรปลากะพงน้ำแดง สูตรนี้ สำหรับ เสริฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ 1 ที รับรองความอร่อย ทำง่าย ใช้เครื่องปรุงน้อย หาซื้อได้ในท้องตลาดแน่นอนค่ะ
ส่วนประกอบ
1. ปลากะพง 60 กรัม
2. แป้งสาลี 8 กรัม
3. หมูสับต้มสุก 10 กรัม
4. ซี้อิ้วขาว 10 กรัม
5. น้ำตาลทราย 5 กรัม
6. น้ำสะอาด 50 กรัม
7. เหล้าแช่พริกแดง นิดหน่อย
8. พริกชี้ฟ้า 10 กรัม
9. ขิงซอย 5 กรัม
10. หัวหอมซอย 10 กรัม
11. แครอทซอย 5 กรัม
12. น้ำมันมะกอก 10 กรัม
วิธีทำ
1. หั่นปลากะพงให้มีชิ้นขนาดพอคำ แล้วคลุกกับแป้งสาลี นำไปทอดให้เหลืองกรอบ
2. นำน้ำสะอาดใส่กะทะตั้งไฟ เติมแป้งสาลี ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย เหล้า พริกชี้ฟ้า หอมซอย ขิงซอย แครอทซอย และหมูสับลงไป ต้มจนน้ำงวด
3. จัดปลากะพงที่ทอดแล้วใส่จาน ราดด้วยน้ำซอสข้อ 2 แล้วเสริฟกับข้าวสวยร้อน ๆ
เมนูนี้ยังสามารถ ดัดดแปลง ใช้ เต้าหู้แทนปลากะพง ก็ได้ หรือจะใช้ปลาแซลมอนแทนก็อร่อยมีคุณค่ามากขึ้นค่ะ
How to Kidney Care:
1. การเลือกซื้อ ซี้อิ้วขาว สำหรับผู้ป่วยโรคไต ควรอ่านฉลากโภชนาการด้วย นะค่ะ เพราะ ซี้อิ้วขาว มีหลายสูตร และมีปริมาณของเกลือแตกต่างกัน ควรเลือกสูตรที่มีปริมาณของเกลือ น้อยที่สุด ค่ะ
สูตรปลากะพงน้ำแดง สูตรนี้ สำหรับ เสริฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ 1 ที รับรองความอร่อย ทำง่าย ใช้เครื่องปรุงน้อย หาซื้อได้ในท้องตลาดแน่นอนค่ะ
ส่วนประกอบ
1. ปลากะพง 60 กรัม
2. แป้งสาลี 8 กรัม
3. หมูสับต้มสุก 10 กรัม
4. ซี้อิ้วขาว 10 กรัม
5. น้ำตาลทราย 5 กรัม
6. น้ำสะอาด 50 กรัม
7. เหล้าแช่พริกแดง นิดหน่อย
8. พริกชี้ฟ้า 10 กรัม
9. ขิงซอย 5 กรัม
10. หัวหอมซอย 10 กรัม
11. แครอทซอย 5 กรัม
12. น้ำมันมะกอก 10 กรัม
วิธีทำ
1. หั่นปลากะพงให้มีชิ้นขนาดพอคำ แล้วคลุกกับแป้งสาลี นำไปทอดให้เหลืองกรอบ
2. นำน้ำสะอาดใส่กะทะตั้งไฟ เติมแป้งสาลี ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย เหล้า พริกชี้ฟ้า หอมซอย ขิงซอย แครอทซอย และหมูสับลงไป ต้มจนน้ำงวด
3. จัดปลากะพงที่ทอดแล้วใส่จาน ราดด้วยน้ำซอสข้อ 2 แล้วเสริฟกับข้าวสวยร้อน ๆ
เมนูนี้ยังสามารถ ดัดดแปลง ใช้ เต้าหู้แทนปลากะพง ก็ได้ หรือจะใช้ปลาแซลมอนแทนก็อร่อยมีคุณค่ามากขึ้นค่ะ
How to Kidney Care:
1. การเลือกซื้อ ซี้อิ้วขาว สำหรับผู้ป่วยโรคไต ควรอ่านฉลากโภชนาการด้วย นะค่ะ เพราะ ซี้อิ้วขาว มีหลายสูตร และมีปริมาณของเกลือแตกต่างกัน ควรเลือกสูตรที่มีปริมาณของเกลือ น้อยที่สุด ค่ะ
2. การเบื่ออาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต เป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นมีรสอร่อย อาจไม่ค่อยอร่อย หรือถูกปากนัก ถึงจะดีกับสุขภาพ ดังนั้น การทำอาหารแบบ มีน้ำจิ้ม ให้ผู้ป่วยทานบ้าง ก็จะช่วยให้ทานอาหารได้อร่อยมากขึ้น เช่น เมนูนี้ แทนที่จะราดซอสใส่ปลา อาจทำเป็นแบบใช้จิ้มแทนก็ได้ค่ะ
Friday, March 22, 2013
Chronic Kidney Disease โรคไตวายเรื้อรัง
Chronic Kidney Disease มารู้จักโรคไตวายเรื้อรังกันเถอะ
ภาวะไตวาย หมายถึง ภาวะที่เนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำงานไม่ได้ หรือได้น้อยกว่าปกติ ทำให้น้ำและของเสียไม่ถูกขับออกมา จึงเกิดการคั่งจนเป็นพิษต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อดุลของสารเกลือแร่ (อิเล็กโทรไลต์) และความเป็นกรดด่างในเลือด รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนบางชนิดที่ไตสร้าง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้นำไปสู่ความผิดปกติของอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย
ภาวะไตวายสามารถแบ่งเป็น "ไตวายเฉียบพลัน" (ซึ่งมีอาการเกิดขึ้นฉับพลัน และเป็นอยู่นานเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์) กับ "ไตวายเรื้อรัง" (ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย นานเป็นแรมเดือนแรมปี) ทั้งนี้จะกล่าวเฉพาะโรคไตวายเรื้อรังนะค่ะ
-->
เมื่อไรจึงนับว่าเริ่มเป็นโรคไตเรื้อรัง หรือไตวายเรื้อรัง
นับตั้งแต่ประสิทธิภาพของการทำงานไตเสื่อมลง โดยทราบได้จากผลการตรวจหาระดับ ครีเอตินิน (creatinine) ที่สูงขึ้นมากจากระดับปกติ หากระดับครีเอตินินในเลือดยังคงสูงกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ก็ให้ถือว่าเริ่มเกิดปัญหาโรคไตเรื้อรังแล้ว
อาการขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยในระยะแรกอาจไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจน และมักจะตรวจพบจากการตรวจเลือด (พบว่ามีระดับครีอะทินีนและบียูเอ็นสูง) ในขณะตรวจเช็กสุขภาพหรือมาพบแพทย์ด้วยโรคอื่น
ผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนเมื่อเนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำหน้าที่ได้น้อยกว่าร้อยละ 15 ของไตปกติ ก็เข้าระยะที่ 4 แล้ว
การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง ในปัจจุบัน เราสามารถตรวจเลือดพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนี้
1. ตรวจพบค่า ครีเอตินิน ในเลือดสูงติดต่อกันนาน 3 เดือน ขึ้นไป แสดงว่าอาจมีความผิดปกติในโครงสร้างหรือหน้าที่การทำงานของไต โดยอาจพบร่วมกับระดับการกรองของเสียที่ไตลดลง โดยจะมีการตรวจ 2 - 4 รายการ ดังนี้
1.1 ตรวจเลือดพบระดับ ครีเอตินินในเลือดมากกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้ชาย ส่วนผู้หญิง มากกว่า 1.3 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
1.2 ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ปัสสาวะมีสีขุ่นเหมือนชา แสดงว่าการกรองของไตมีปัญหา
1.3 ตรวจพบความผิดปกติทางพยาธิวิทยาของเนื้อไต เช่น เนื้อไตอักเสษ มีการติดเชื้อเป็นต้น
1.4 ตรวจเอกซเรย์หรืออัลตาซาวนด์พบความผิดปกติของไต เช่น ขนาดของไตเล็กลง หรือโตขึ้น เนื้อไตตายหรือเสื่อม เป็นต้น
2. ประเมิณระดับการกรองที่ไตได้ต่่ำกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตร ของพื้นที่ผิวกาย (หรือประมาณ ร้อยละ 60 ของค่าปกติ) โดยทำการตรวจติดตามนาน 3 เดือนขึ้นไป โดยอาจได้จากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง แล้วทำการคำนวณตามสูตร
ภาวะไตวาย หมายถึง ภาวะที่เนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำงานไม่ได้ หรือได้น้อยกว่าปกติ ทำให้น้ำและของเสียไม่ถูกขับออกมา จึงเกิดการคั่งจนเป็นพิษต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อดุลของสารเกลือแร่ (อิเล็กโทรไลต์) และความเป็นกรดด่างในเลือด รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนบางชนิดที่ไตสร้าง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้นำไปสู่ความผิดปกติของอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย
ภาวะไตวายสามารถแบ่งเป็น "ไตวายเฉียบพลัน" (ซึ่งมีอาการเกิดขึ้นฉับพลัน และเป็นอยู่นานเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์) กับ "ไตวายเรื้อรัง" (ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย นานเป็นแรมเดือนแรมปี) ทั้งนี้จะกล่าวเฉพาะโรคไตวายเรื้อรังนะค่ะ
-->
เมื่อไรจึงนับว่าเริ่มเป็นโรคไตเรื้อรัง หรือไตวายเรื้อรัง
นับตั้งแต่ประสิทธิภาพของการทำงานไตเสื่อมลง โดยทราบได้จากผลการตรวจหาระดับ ครีเอตินิน (creatinine) ที่สูงขึ้นมากจากระดับปกติ หากระดับครีเอตินินในเลือดยังคงสูงกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ก็ให้ถือว่าเริ่มเกิดปัญหาโรคไตเรื้อรังแล้ว
อาการขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยในระยะแรกอาจไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจน และมักจะตรวจพบจากการตรวจเลือด (พบว่ามีระดับครีอะทินีนและบียูเอ็นสูง) ในขณะตรวจเช็กสุขภาพหรือมาพบแพทย์ด้วยโรคอื่น
ผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนเมื่อเนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำหน้าที่ได้น้อยกว่าร้อยละ 15 ของไตปกติ ก็เข้าระยะที่ 4 แล้ว
- โดยจะสังเกตว่ามีปัสสาวะออกมาก และปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
- ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดินบ่อย
- นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ขาดสมาธิ ตามัว
- ผิวหนังแห้งและมีสีคล้ำ คันตามผิวหนัง
- ชาตามปลายมือปลายเท้า
- บางรายอาจมีอาการหอบเหนื่อย สะอึก เป็นตะคริว
- ใจหวิว ใจสั่ง เจ็บหน้าอก บวม
- หรือมีเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดงจ้ำเขียว
- หรืออาจเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด
เมื่อเป็นมากขึ้น จะมีอาการปัสสาวะออกน้อย
เมื่อเป็นถึงขั้นสุดท้าย ผู้ป่วยจะมีอาการซึม ชัก หมดสติ
การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง ในปัจจุบัน เราสามารถตรวจเลือดพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนี้
1. ตรวจพบค่า ครีเอตินิน ในเลือดสูงติดต่อกันนาน 3 เดือน ขึ้นไป แสดงว่าอาจมีความผิดปกติในโครงสร้างหรือหน้าที่การทำงานของไต โดยอาจพบร่วมกับระดับการกรองของเสียที่ไตลดลง โดยจะมีการตรวจ 2 - 4 รายการ ดังนี้
1.1 ตรวจเลือดพบระดับ ครีเอตินินในเลือดมากกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้ชาย ส่วนผู้หญิง มากกว่า 1.3 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
1.2 ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ปัสสาวะมีสีขุ่นเหมือนชา แสดงว่าการกรองของไตมีปัญหา
1.3 ตรวจพบความผิดปกติทางพยาธิวิทยาของเนื้อไต เช่น เนื้อไตอักเสษ มีการติดเชื้อเป็นต้น
1.4 ตรวจเอกซเรย์หรืออัลตาซาวนด์พบความผิดปกติของไต เช่น ขนาดของไตเล็กลง หรือโตขึ้น เนื้อไตตายหรือเสื่อม เป็นต้น
2. ประเมิณระดับการกรองที่ไตได้ต่่ำกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตร ของพื้นที่ผิวกาย (หรือประมาณ ร้อยละ 60 ของค่าปกติ) โดยทำการตรวจติดตามนาน 3 เดือนขึ้นไป โดยอาจได้จากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง แล้วทำการคำนวณตามสูตร
โรคไตวายเรื้อรัง แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 มีร่องรอยการเกิดโรคไต และอัตราการกรองที่ไตปกติหรือเพิ่มขึ้น โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 90 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย
ระยะที่ 2 มีร่องรอยการเกิดโรคไต และอัตราการกรองที่ไตลดลงเล็กน้อย โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 60-89 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย
ระยะที่ 3 อัตราการกรองที่ไตลดลงปานกลาง โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 30-59 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย
ระยะที่ 4 อัตราการกรองที่ไตลดลงมาก โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 15-29 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย
ระยะที่ 5 ภาวะไตวายระยะรุนแรง โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 15 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย
ซึ่งการตรวจสอบระยะความรุนแรงของโรคไตวายเรื้อรังนี้ เมื่อทำการตรวจเลือดพบค่า ครีเอตินิน ที่สูงเกินปกติ อาจมีการแนะนำให้นอนโรงพยาบาล เพื่อตรวจระยะความรุนแรงของโรคไตเรื้อรังว่าอยู่ระยะไหน และต้องดูแลสุขภาพ ปฏิบัติตัว และมีแนวทางอย่างไรในการรักษา หรือชะลอภาวะเสื่อมของโรคไตที่เกิดขึ้นนี้
อาการเตือนที่สำคัญ ที่ทำให้ควรไปตรวจเลือดดูค่าการทำงานของไต มีดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้นตอนกลางคืน (nocturia) หรือในเวลากลางวันปัสสาวะออกน้อยลง เป็นต้น
2. มีอาการแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะขัด หรือสะดุดมีเศษนิ่วปนออกมา
3. ปัสสาวะมีสีขุ่น หรือปัสสาวะมีฟอง
4. มีการบวมของเท้า ใบหน้า และท้อง
5. มีอาการปวดเอว หรือหลังด้านข้าง
6. มีความดันโลหิตสูงขึ้น หรือในบ้างรายที่เป็นเบาหวาน มีภาวะน้ำตาลตก ต่ำบ่อย ๆ
หากมีอาการเช่น นี้ ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจโดยเร็ว ยิ่งตรวจเร็วเท่าไร การชะลอความเสื่อมของไต จะทำได้ดีมากเท่านั้น นะค่ะ แต่ให้ดี ควรมีการตรวจสุขภาพทุก ๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยให้ตรวจหาค่าการทำงานของไตด้วยทุกครั้งนะค่ะ
How To Kidney Care:
1. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน 2 - 3 ลิตร เพื่อลดความร้อนในไต และลดความหนืดของเลือดที่ไหลเวียน แต่หากเป็นโรคไตแล้ว ควรควบคุมปริมาณน้ำของน้ำที่ดื่มให้ดี เพื่อป้องกันอาการบวมน้ำ น้ำท่วมปอด หัวใจวายเฉียบพลัน
2. ลดเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก ให้ทานเนื้อปลา เนื้อหมูไม่ติดมัน แทน ในมื้อเช้า สามารถทานเนื้อได้อย่างเต็มที่ และให้ลดเนื้อในมื้อกลางวัน และมื้อเย็น แต่หากเป็นโรคไตแล้ว แนะนำให้ทานเนื้อปลา และไข่ขาว ให้เต็มที่ ป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ และโปรตีนในเลือดค่ะ
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
-->
Blood Pressure Changes Hemodialysis การเปลี่ยนแปลงของความดันขณะฟอกไต
การเปลี่ยนแปลงของความดันขณะฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม (Blood Pressure Changes as Hemodialysis )
วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของความดัน ขณะทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม ซึ่งจะเห็นว่าในตำราการฟอกไต มักจะกล่าวไว้ว่า ให้ระวังเรื่องความดันตกขณะฟอกเลือดด้วยไตเทียม เพราะจะเป็นอันตรายทำให้ผู้ป่วยมีอาการช็อก หน้ามืด ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ จนกระทั่งหมดสติได้
ซึ่งในความเป็นจริงของ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะพบทั้ง ผู้ที่มีความดันสูง ขณะ หรือหลังฟอกเลือด และผู้ที่มีความดันต่ำ ขณะ หรือหลังฟอกเลือด แต่ในหลักการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียมนั้น จะมีการควบคุมอัตราการไหลของเลือด เรียกว่า Flow rate การควบคุมอุณหภูมิของเลือดที่ไหลออกและไหลเข้ากลับเข้าสู่ร่างกายอยู่แล้ว ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรง ทานอาหารเพียงพอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ตลอดจนควบคุมปริมาณน้ำและเกลือในร่างกายได้ ความดันขณะฟอกก็จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หรืออาจมีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่ฟอก แต่หลังจากฟอกเสร็จแล้ว ความดันจะกลับเป็นปกติใกล้เคียงเดิม
เราจะมาอธิบายกันที่ละกรณีเลยนะค่ะ
1. กรณีความดันตก
กรณี ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง เมื่อทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว มีความดันต่ำลง หรือมีภาวะความดันตก ซึ่งจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย หมดแรง เป็นตะคริว ท้องเสีย หรืออาจไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้ ขึ้นกับสภาพความแข็งแรงของผู้ป่วยในขณะนั้น
สาเหตุที่ทำให้ความดันตก การแพทย์ยังไม่ได้ระบุแน่ชัด แต่พบว่า หากผู้ป่วยมีภาวะขาดอาหาร หรือขาดโปรตีน หรือ มีปริมาณน้ำสะสมในร่างกายสูงมากกว่าปกติของน้ำหนักแห้งมาก ทำให้ต้องดึงน้ำออกจากร่างกายมากเกินขีดจำกัด จะส่งผลให้เกิดภาวะ ความดันตก ได้
เมื่อเกิดภาวะความดันตก ขณะฟอก พยาบาลจะดำเนินการแก้ไขเบื้องต้น เช่น มีการปรับอัตราการฟอกเลือดให้ต่ำลง ปรับอุณหภูมิของเลือดให้สูงขึ้น ร่วมทั้งอาจมีการให้ glucose ทางเลือด หรือให้ดื่มน้ำหวานถ้าผู้ป่วยความดันตกไม่มาก
ส่วนตัวผู้ป่วยเอง ควรมีการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกัน ภาวะความดันตกขณะฟอกเลือดอีก โดยการทานอาหารโปรตีนที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะไข่ขาว ต้องทานให้ได้ 4- 6 ฟอง (เบอร์ 1) ต่อวัน และออกกำลังกายให้พอเหมาะ อีกทั้งควบคุมน้ำหนักอย่างให้น้ำหนักเพิ่มเกินวันละ 1 กิโลกรัมต่อวัน
2. กรณีความดันสูง
กรณีนี้ ผุ้ป่วยไตวายเรื้อรัง หลายท่าน เมื่อทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว มีความดันสูงขึ้น มากในขณะฟอก โดยเฉพาะตัวบน บางคนก็สูงเกิน 200 mmHg ขณะที่ตัวล่างอาจไม่สูงเกิน 90 mmHg หรือสูงเกินก็ได้ ซึ่งจะพบใน กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่มีโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว เป็นส่วนมาก ซึ่งอาจมี อาการปวดศีรษะ มึนหัว หรือไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้
สาเหตุที่ทำให้ความดันสูง ขณะฟอก นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ระบุไว้ว่า เนื่องจาก การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ซึ่งมีแผ่นกรองที่เรียกว่า Dialysis ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวกรองของไตเทียม ในการกรองเอาของเสียออกไปจากกระแสเลือด แต่นอกจากของเสียที่ถูกกรองออกแล้ว ยังอาจมี โปรตีน เม็ดเลือดและ ยา บางอย่าง ที่ถูกกรองติดออกไปด้วย ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมความดันของยานั้น ๆ ลดลง จึงส่งผลทำให้ ความดันสูงขึ้นในขณะฟอก และหลังฟอก แต่ในอีกกรณี หากมีอาการบวมน้ำ น้ำเกินมาในร่างกายมาก ทำให้ต้องมีการดึงน้ำออก ซึ่งในระหว่างฟอกที่มีการดึงน้ำออก ความดันอาจสูงขึ้น เนื่องจาก เลือดมีความข้นมากขึ้น แต่ความดันจะลดลง และคงที่เท่าเดิม หลังฟอก หรือฟอกเสร็จแล้ว
ซึ่งเมื่อเกิดภาวะความดันสูง ขณะฟอก พยาบาลจะแนะนำให้ทานยาความดันเพิ่มทันที หรือใช้การปรับอุณหภูมิของเครื่องฟอกให้สูงขึ้น เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก หรือบางครั้ง ก็มีการปรับปริมาณของเกลือแร่ในสารละลายสำหรับฟอก ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพยาบาล หรือหมอในการฟอกไต
ส่วนตัวผู้ป่วยเอง ควรมีการดูแลสุขภาพ ก่อนไปฟอกไต เพื่อป้องกัน ภาวะความดันสูงขณะฟอกเลือด โดยการรับประทานยาความดันอย่างสม่ำเสมอ หรือรับประทานก่อนฟอกสัก 1 ชั่วโมง และควบคุมปริมาณเกลือแร่ และน้ำ ในแต่ละวัน อย่าให้น้ำหนักตัวเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือจำกัดไม่ควรเกิน 3 กิโลกรัมต่อการฟอก 1 ครั้ง
How to Kidney Care:
พยายามควบคุมปริมาณน้ำในแต่ละวัน โดยผู้ป่วยโรคไตแต่ละคนจะทานน้ำได้มากน้อยแค่ไหนจากการคำนวณ
ปริมาณน้ำ 500 มิลลิลิตร บวกกับ ปริมาณปัสสาวะในแต่ละวัน คือ ปริมาณน้ำที่สามารถทานได้ในแต่ละวัน (ซึ่งรวมทั้งน้ำดื่ม น้ำในอาหารทั้งหมดด้วย) ซึ่งจะแนะนำให้ ทำน้ำสำหรับดื่มไว้ 500 - 800 มิลลิลิตร ใส่ขวดไว้ ส่วนที่เหลือในอาหารแต่ละมื้อ ก็ไม่น่าเกิน)
แนะนำให้ ทำการชั่งน้ำหนัก ตอนเช้า จดไว้ และ ชั่งน้ำหนักก่อนนอน จดไว้ เอามาลบกันต้องไม่เกิน 1 กิโลกรัม เช่น
ตอนเช้า ชั่งได้ 50.6 กิโลกรัม
ตอนเย็นก่อนนอน ชั่งได้ 51.3 กิโลกรัม
ลบเหลือ 0.7 กิโลกรัม แสดงว่า โอเค
แต่หากเกินไปบ้าง วันรุ่งขึ้น ก็ได้ดูว่า น้ำหนักลดลงจากเดิมตอนเย็นที่ชั่งไว้ไหม ถ้าลดลง ก็โอเค ถ้าไม่ วันรุ่งขึ้นก็ลดปริมาณน้ำลงอีกหน่อยค่ะ
โดยพยายามให้แต่ละวัน น้ำหนักตัวไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อวันค่ะ ถ้าทำได้ รับรองได้ว่า จะไม่ต้องกังวลเรื่องความดัน หรือโรคแทรกซ้อนขณะฟอกไตค่ะ
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของความดัน ขณะทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม ซึ่งจะเห็นว่าในตำราการฟอกไต มักจะกล่าวไว้ว่า ให้ระวังเรื่องความดันตกขณะฟอกเลือดด้วยไตเทียม เพราะจะเป็นอันตรายทำให้ผู้ป่วยมีอาการช็อก หน้ามืด ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ จนกระทั่งหมดสติได้
ซึ่งในความเป็นจริงของ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะพบทั้ง ผู้ที่มีความดันสูง ขณะ หรือหลังฟอกเลือด และผู้ที่มีความดันต่ำ ขณะ หรือหลังฟอกเลือด แต่ในหลักการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียมนั้น จะมีการควบคุมอัตราการไหลของเลือด เรียกว่า Flow rate การควบคุมอุณหภูมิของเลือดที่ไหลออกและไหลเข้ากลับเข้าสู่ร่างกายอยู่แล้ว ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรง ทานอาหารเพียงพอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ตลอดจนควบคุมปริมาณน้ำและเกลือในร่างกายได้ ความดันขณะฟอกก็จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หรืออาจมีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่ฟอก แต่หลังจากฟอกเสร็จแล้ว ความดันจะกลับเป็นปกติใกล้เคียงเดิม
เราจะมาอธิบายกันที่ละกรณีเลยนะค่ะ
1. กรณีความดันตก
กรณี ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง เมื่อทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว มีความดันต่ำลง หรือมีภาวะความดันตก ซึ่งจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย หมดแรง เป็นตะคริว ท้องเสีย หรืออาจไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้ ขึ้นกับสภาพความแข็งแรงของผู้ป่วยในขณะนั้น
สาเหตุที่ทำให้ความดันตก การแพทย์ยังไม่ได้ระบุแน่ชัด แต่พบว่า หากผู้ป่วยมีภาวะขาดอาหาร หรือขาดโปรตีน หรือ มีปริมาณน้ำสะสมในร่างกายสูงมากกว่าปกติของน้ำหนักแห้งมาก ทำให้ต้องดึงน้ำออกจากร่างกายมากเกินขีดจำกัด จะส่งผลให้เกิดภาวะ ความดันตก ได้
เมื่อเกิดภาวะความดันตก ขณะฟอก พยาบาลจะดำเนินการแก้ไขเบื้องต้น เช่น มีการปรับอัตราการฟอกเลือดให้ต่ำลง ปรับอุณหภูมิของเลือดให้สูงขึ้น ร่วมทั้งอาจมีการให้ glucose ทางเลือด หรือให้ดื่มน้ำหวานถ้าผู้ป่วยความดันตกไม่มาก
ส่วนตัวผู้ป่วยเอง ควรมีการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกัน ภาวะความดันตกขณะฟอกเลือดอีก โดยการทานอาหารโปรตีนที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะไข่ขาว ต้องทานให้ได้ 4- 6 ฟอง (เบอร์ 1) ต่อวัน และออกกำลังกายให้พอเหมาะ อีกทั้งควบคุมน้ำหนักอย่างให้น้ำหนักเพิ่มเกินวันละ 1 กิโลกรัมต่อวัน
2. กรณีความดันสูง
กรณีนี้ ผุ้ป่วยไตวายเรื้อรัง หลายท่าน เมื่อทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว มีความดันสูงขึ้น มากในขณะฟอก โดยเฉพาะตัวบน บางคนก็สูงเกิน 200 mmHg ขณะที่ตัวล่างอาจไม่สูงเกิน 90 mmHg หรือสูงเกินก็ได้ ซึ่งจะพบใน กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่มีโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว เป็นส่วนมาก ซึ่งอาจมี อาการปวดศีรษะ มึนหัว หรือไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้
สาเหตุที่ทำให้ความดันสูง ขณะฟอก นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ระบุไว้ว่า เนื่องจาก การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ซึ่งมีแผ่นกรองที่เรียกว่า Dialysis ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวกรองของไตเทียม ในการกรองเอาของเสียออกไปจากกระแสเลือด แต่นอกจากของเสียที่ถูกกรองออกแล้ว ยังอาจมี โปรตีน เม็ดเลือดและ ยา บางอย่าง ที่ถูกกรองติดออกไปด้วย ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมความดันของยานั้น ๆ ลดลง จึงส่งผลทำให้ ความดันสูงขึ้นในขณะฟอก และหลังฟอก แต่ในอีกกรณี หากมีอาการบวมน้ำ น้ำเกินมาในร่างกายมาก ทำให้ต้องมีการดึงน้ำออก ซึ่งในระหว่างฟอกที่มีการดึงน้ำออก ความดันอาจสูงขึ้น เนื่องจาก เลือดมีความข้นมากขึ้น แต่ความดันจะลดลง และคงที่เท่าเดิม หลังฟอก หรือฟอกเสร็จแล้ว
ซึ่งเมื่อเกิดภาวะความดันสูง ขณะฟอก พยาบาลจะแนะนำให้ทานยาความดันเพิ่มทันที หรือใช้การปรับอุณหภูมิของเครื่องฟอกให้สูงขึ้น เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก หรือบางครั้ง ก็มีการปรับปริมาณของเกลือแร่ในสารละลายสำหรับฟอก ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพยาบาล หรือหมอในการฟอกไต
ส่วนตัวผู้ป่วยเอง ควรมีการดูแลสุขภาพ ก่อนไปฟอกไต เพื่อป้องกัน ภาวะความดันสูงขณะฟอกเลือด โดยการรับประทานยาความดันอย่างสม่ำเสมอ หรือรับประทานก่อนฟอกสัก 1 ชั่วโมง และควบคุมปริมาณเกลือแร่ และน้ำ ในแต่ละวัน อย่าให้น้ำหนักตัวเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือจำกัดไม่ควรเกิน 3 กิโลกรัมต่อการฟอก 1 ครั้ง
How to Kidney Care:
พยายามควบคุมปริมาณน้ำในแต่ละวัน โดยผู้ป่วยโรคไตแต่ละคนจะทานน้ำได้มากน้อยแค่ไหนจากการคำนวณ
ปริมาณน้ำ 500 มิลลิลิตร บวกกับ ปริมาณปัสสาวะในแต่ละวัน คือ ปริมาณน้ำที่สามารถทานได้ในแต่ละวัน (ซึ่งรวมทั้งน้ำดื่ม น้ำในอาหารทั้งหมดด้วย) ซึ่งจะแนะนำให้ ทำน้ำสำหรับดื่มไว้ 500 - 800 มิลลิลิตร ใส่ขวดไว้ ส่วนที่เหลือในอาหารแต่ละมื้อ ก็ไม่น่าเกิน)
แนะนำให้ ทำการชั่งน้ำหนัก ตอนเช้า จดไว้ และ ชั่งน้ำหนักก่อนนอน จดไว้ เอามาลบกันต้องไม่เกิน 1 กิโลกรัม เช่น
ตอนเช้า ชั่งได้ 50.6 กิโลกรัม
ตอนเย็นก่อนนอน ชั่งได้ 51.3 กิโลกรัม
ลบเหลือ 0.7 กิโลกรัม แสดงว่า โอเค
แต่หากเกินไปบ้าง วันรุ่งขึ้น ก็ได้ดูว่า น้ำหนักลดลงจากเดิมตอนเย็นที่ชั่งไว้ไหม ถ้าลดลง ก็โอเค ถ้าไม่ วันรุ่งขึ้นก็ลดปริมาณน้ำลงอีกหน่อยค่ะ
โดยพยายามให้แต่ละวัน น้ำหนักตัวไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อวันค่ะ ถ้าทำได้ รับรองได้ว่า จะไม่ต้องกังวลเรื่องความดัน หรือโรคแทรกซ้อนขณะฟอกไตค่ะ
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
Thursday, March 21, 2013
Key of Kidney Care กุญแจสำคัญในการถนอมไต
ตามหลักของการแพทย์แผนจีน การทำงานของไต หรือการไหลเวียนของระบบชี่ที่ไต จะมีเวลาในการทำงานที่ตายตัว ในรอบ 1 วัน หากเราแบ่งช่วงเวลาใน 1 วัน เป็น ดังนี้
1. ยามเช้า ทันที่ตื่นนอน ระบบการไหลเวียนโลหิตเข้าสู่ไตจะดี การทำงานและประสิทธิภาพของไตดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าเวลาเที่ยงวัน
2. ยามเที่ยง จนถึงเวลาบ่าย 3 โมง การทำงานของไตจะเริ่มลดลง ทำให้เหนื่อย และอ่อนเพลียได้ง่าย
3. ยามดึก เวลากลางคืน ไตจะทำงานน้อย ด้อยประสิทธิภาพ
ซึ่งหากเรียนรู้เรื่อง นาฬิกาชีวิต จะเข้าใจว่า การเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์ จะมีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย
ดังนั้น การจะทะนุถนอมไตเราจะต้องเข้าใจระบบธรรมชาติของร่างกาย และต้องดูแลสุขภาพร่างกายด้วย ซึ่งจะแนะนำง่าย ๆ ดังนี้
--> 1. ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเที่ยง ให้ทำงานให้เต็มที่ ทานอาหารเช้าทุกวัน และดื่มน้ำให้เพียงพอ ขณะเวลาทำงาน เพื่อควบคุมอุณหภูมิของไต และทำให้ไตทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วงเวลานี้สามารถออกกำลังกายหนัก ๆ ได้
2. หลังบ่าย 3 โมง ให้พักผ่อน หยุดรับประทานอาหารประเภทโปรตีน และดื่มน้ำแบบจิบ ๆ ไม่ควรดื่มน้ำที่เดียวเยอะ ๆ เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักเกินไป
3. เวลากลางคืน ควรเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม ไม่ควรนอนดึก ไม่รับประทานอาหาร และน้ำหลัง 3 ทุ่ม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6 - 8 ชั่วโมงต่อวัน
4. ดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกิน เลี่ยงอาหารที่ส่งผลเสียต่อไต ระวังอย่าบริโภคอาหารที่มีเกลือ รสเค็มจัด และอาหารโปรตีน พวกเนื้อที่ย่อยยาก มากเกินไป
ง่าย ๆ เพียงแค่ 4 ข้อ เท่านี้ ก็เป็นกุญแจหลักในการถนอมไตของเรานะค่ะ
How to Kidney Care:
1. รีบไปหาเรื่อง นาฬิกาชีวิต อ่านซะ จะได้เข้าใจเรื่องระบบการทำงานของไต กับกาลเวลา
2. หลังบ่าย 3 มาพักผ่อน หยุดงานที่ใช้สมอง หรือเรื่องเครียด ๆ มานั่งจิบน้ำชา เคลียร์งานที่ค้างคากันดีกว่า เพื่อประสิทธิภาพของงาน และถนอมไต
3. เปลี่ยนนิสัยทานอาหารค่ำ เป็นอาหารเย็น ถึงเวลาก็กิน อย่ามัวทำงาน หรือเที่ยวเล่น และรีบกลับบ้านเข้านอน เพื่อไต เพื่อตัวเองนะค่ะ
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
-->
1. ยามเช้า ทันที่ตื่นนอน ระบบการไหลเวียนโลหิตเข้าสู่ไตจะดี การทำงานและประสิทธิภาพของไตดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าเวลาเที่ยงวัน
2. ยามเที่ยง จนถึงเวลาบ่าย 3 โมง การทำงานของไตจะเริ่มลดลง ทำให้เหนื่อย และอ่อนเพลียได้ง่าย
3. ยามดึก เวลากลางคืน ไตจะทำงานน้อย ด้อยประสิทธิภาพ
ซึ่งหากเรียนรู้เรื่อง นาฬิกาชีวิต จะเข้าใจว่า การเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์ จะมีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย
ดังนั้น การจะทะนุถนอมไตเราจะต้องเข้าใจระบบธรรมชาติของร่างกาย และต้องดูแลสุขภาพร่างกายด้วย ซึ่งจะแนะนำง่าย ๆ ดังนี้
--> 1. ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเที่ยง ให้ทำงานให้เต็มที่ ทานอาหารเช้าทุกวัน และดื่มน้ำให้เพียงพอ ขณะเวลาทำงาน เพื่อควบคุมอุณหภูมิของไต และทำให้ไตทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วงเวลานี้สามารถออกกำลังกายหนัก ๆ ได้
2. หลังบ่าย 3 โมง ให้พักผ่อน หยุดรับประทานอาหารประเภทโปรตีน และดื่มน้ำแบบจิบ ๆ ไม่ควรดื่มน้ำที่เดียวเยอะ ๆ เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักเกินไป
3. เวลากลางคืน ควรเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม ไม่ควรนอนดึก ไม่รับประทานอาหาร และน้ำหลัง 3 ทุ่ม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6 - 8 ชั่วโมงต่อวัน
4. ดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกิน เลี่ยงอาหารที่ส่งผลเสียต่อไต ระวังอย่าบริโภคอาหารที่มีเกลือ รสเค็มจัด และอาหารโปรตีน พวกเนื้อที่ย่อยยาก มากเกินไป
ง่าย ๆ เพียงแค่ 4 ข้อ เท่านี้ ก็เป็นกุญแจหลักในการถนอมไตของเรานะค่ะ
How to Kidney Care:
1. รีบไปหาเรื่อง นาฬิกาชีวิต อ่านซะ จะได้เข้าใจเรื่องระบบการทำงานของไต กับกาลเวลา
2. หลังบ่าย 3 มาพักผ่อน หยุดงานที่ใช้สมอง หรือเรื่องเครียด ๆ มานั่งจิบน้ำชา เคลียร์งานที่ค้างคากันดีกว่า เพื่อประสิทธิภาพของงาน และถนอมไต
3. เปลี่ยนนิสัยทานอาหารค่ำ เป็นอาหารเย็น ถึงเวลาก็กิน อย่ามัวทำงาน หรือเที่ยวเล่น และรีบกลับบ้านเข้านอน เพื่อไต เพื่อตัวเองนะค่ะ
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
-->
Wednesday, March 20, 2013
The Risk of Kidney Disease ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะโรคไต
The Risk of Kidney Disease ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะโรคไต
ในปัจจุบัน โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคไตในคนไทย สูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต และโภชนาการที่ไม่ดี ทำให้คนไทยมีโรคประจำตัว หรือ โรคเรื้อรัง และไม่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง จนในที่สุดก็ส่งผลให้ไตถูกทำลาย หรือเสื่อมสภาพลง ทำให้เกิดภาวะโรคไตตามมาในอนาคต
ตัวอย่าง โรคเรื้อรัง ที่จะนำไปสู่ภาวะโรคไตเสื่อม หรือเป็นโรคแทรกซ้อนเมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะโรคไตเสื่อมเรื้อรังระยะสุดท้าย เรียกว่า อาจเป็นโรคนี้ก่อน ไตเสื่อม หรือเป็นโรคไตเสื่อม แล้วมีโรคเหล่านี้แทรกซ้อนได้ เช่นกัน ได้แก่
1. โรคเบาหวาน จะก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง และหดเล็กลง ทำให้เลือดเข้าไปเลี้ยงไตได้น้อย ส่งผลทำให้ไตทำงานหนัก และเสื่อมในเวลาต่อมา
2. โรคหัวใจ จะก่อให้เกิดความดันที่หน่วยกรองไตสูง ทำให้ไตทำงานหนัก และส่งผลทำให้ไตเสื่อมได้
3. โรคความดันโลหิตสูง ส่งผลโดยตรงกับการควบคุมความดันที่เป็นหน้าที่ของไต ในการควบคุมระดับความดันในเลือด เมื่อความดันโลหิตสูง หลอดเลือดที่ไตจะบีบตัว ทำให้ไตทำงานหนัก และมีเลือดเข้าไปเลี้ยงไตได้น้อยลง ทำให้ไตเสื่อมในระยะเวลาต่อมา
4. โรคไขมันในกระแสเลือด ทำให้เส้นเลือดแข็ง อุดตับ ตีบตัน ไตได้รับเลือดน้อย การทำงานในการกรองของเสียออกจากเลือดไม่สะดวก ทำให้ไตเสื่อมได้เช่นกัน
5. โรคเก๊าต์ เป็นภาวะความเป็นกรดในเลือดสูงมาก ระบบการควบคุมความเป็นกรดและด่างของไต จะต้องทำงานหนักมาก ในการกำจัดของเสียออก ส่งผลให้ไตเสื่อมได้ในระยะต่อมา เช่นกัน
6. เป็นต้น
-->
นอกจาก โรคเรื้อรัง เหล่านี้ จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไตเสื่อม ไตวาย ได้ แต่จากที่กล่าวข้างต้น เมื่อเราป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง แล้ว ก็จะส่งผลให้เกิด โรคเหล่านี้ แทรกซ้อนขึ้นมาได้เช่นกัน เพราะ เมื่อไตเสื่อม ระบบการขจัดของเสียในร่างกายจะลดลง เกิดการสะสมของสารพิษ ของเสียในระบบเลือด ส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานหนัก หัวใจโรค ระบบการควบคุมความดันของไตสูญเสียไป ทำให้ความดันยิ่งสูงขึ้น การขจัดของเสียลดลง ไขมันตกค้างในเลือดได้ง่ายขึ้น เลือดมีภาวะเป็นกรดสูง ทำให้เกิดภาวะโรคเก๊าต์เทียม ที่มีอาการเหมือนโรคเก๊าต์ขึ้นได้ เช่นกันค่ะ
ดังนั้น เราควรดูแล ถนอมไตก่อนเกิดโรคไต หรือหากใครเป็นโรคเรื้อรังดังกล่าว ข้างต้น ก็ควรดูแลควบคุม อาการของโรคเรื้อรังเหล่านั้น ให้อยู่ในระดับที่ดี และควรปรับเปลี่ยนหรือควบคุมทางด้านอาหารโภชนาการที่รับประทานเข้าไปด้วย เพื่อชะลอการเกิดโรคไต หรือถนอมไตไว้ให้นานที่สุด
How To Kidney Care:
1. หลีกเลี่ยงรสเค็ม อาหารแปรรูป ผลไม้หมักดอง หรือทานอาหารซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ เพราะจะให้ไตทำงานหนักได้
2. หากเป็นโรคเรื้อรัง ดังกล่าวข้างต้น ควรมีการตรวจเลือดติดตามการทำงานของไต ทุก ๆ 6 เดือน
โดย ตรวจหา โปรตีนในปัสสาวะ และตรวจเลือดหาค่า BUN และค่า Creatinin เป็นต้น
3. เลือกทานอาหารที่ไม่ปรุงแต่งรส ทานจืดบ้าง ตามใจปากให้ลดลง ถนอมไตให้อยู่ได้นาน ๆ ดีกว่า ไตเสื่อม แล้วค่อยมาดูแลเรื่องอาหารนะค่ะ -->
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
ในปัจจุบัน โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคไตในคนไทย สูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต และโภชนาการที่ไม่ดี ทำให้คนไทยมีโรคประจำตัว หรือ โรคเรื้อรัง และไม่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง จนในที่สุดก็ส่งผลให้ไตถูกทำลาย หรือเสื่อมสภาพลง ทำให้เกิดภาวะโรคไตตามมาในอนาคต
ตัวอย่าง โรคเรื้อรัง ที่จะนำไปสู่ภาวะโรคไตเสื่อม หรือเป็นโรคแทรกซ้อนเมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะโรคไตเสื่อมเรื้อรังระยะสุดท้าย เรียกว่า อาจเป็นโรคนี้ก่อน ไตเสื่อม หรือเป็นโรคไตเสื่อม แล้วมีโรคเหล่านี้แทรกซ้อนได้ เช่นกัน ได้แก่
1. โรคเบาหวาน จะก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง และหดเล็กลง ทำให้เลือดเข้าไปเลี้ยงไตได้น้อย ส่งผลทำให้ไตทำงานหนัก และเสื่อมในเวลาต่อมา
2. โรคหัวใจ จะก่อให้เกิดความดันที่หน่วยกรองไตสูง ทำให้ไตทำงานหนัก และส่งผลทำให้ไตเสื่อมได้
3. โรคความดันโลหิตสูง ส่งผลโดยตรงกับการควบคุมความดันที่เป็นหน้าที่ของไต ในการควบคุมระดับความดันในเลือด เมื่อความดันโลหิตสูง หลอดเลือดที่ไตจะบีบตัว ทำให้ไตทำงานหนัก และมีเลือดเข้าไปเลี้ยงไตได้น้อยลง ทำให้ไตเสื่อมในระยะเวลาต่อมา
4. โรคไขมันในกระแสเลือด ทำให้เส้นเลือดแข็ง อุดตับ ตีบตัน ไตได้รับเลือดน้อย การทำงานในการกรองของเสียออกจากเลือดไม่สะดวก ทำให้ไตเสื่อมได้เช่นกัน
5. โรคเก๊าต์ เป็นภาวะความเป็นกรดในเลือดสูงมาก ระบบการควบคุมความเป็นกรดและด่างของไต จะต้องทำงานหนักมาก ในการกำจัดของเสียออก ส่งผลให้ไตเสื่อมได้ในระยะต่อมา เช่นกัน
6. เป็นต้น
-->
นอกจาก โรคเรื้อรัง เหล่านี้ จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไตเสื่อม ไตวาย ได้ แต่จากที่กล่าวข้างต้น เมื่อเราป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง แล้ว ก็จะส่งผลให้เกิด โรคเหล่านี้ แทรกซ้อนขึ้นมาได้เช่นกัน เพราะ เมื่อไตเสื่อม ระบบการขจัดของเสียในร่างกายจะลดลง เกิดการสะสมของสารพิษ ของเสียในระบบเลือด ส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานหนัก หัวใจโรค ระบบการควบคุมความดันของไตสูญเสียไป ทำให้ความดันยิ่งสูงขึ้น การขจัดของเสียลดลง ไขมันตกค้างในเลือดได้ง่ายขึ้น เลือดมีภาวะเป็นกรดสูง ทำให้เกิดภาวะโรคเก๊าต์เทียม ที่มีอาการเหมือนโรคเก๊าต์ขึ้นได้ เช่นกันค่ะ
ดังนั้น เราควรดูแล ถนอมไตก่อนเกิดโรคไต หรือหากใครเป็นโรคเรื้อรังดังกล่าว ข้างต้น ก็ควรดูแลควบคุม อาการของโรคเรื้อรังเหล่านั้น ให้อยู่ในระดับที่ดี และควรปรับเปลี่ยนหรือควบคุมทางด้านอาหารโภชนาการที่รับประทานเข้าไปด้วย เพื่อชะลอการเกิดโรคไต หรือถนอมไตไว้ให้นานที่สุด
How To Kidney Care:
1. หลีกเลี่ยงรสเค็ม อาหารแปรรูป ผลไม้หมักดอง หรือทานอาหารซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ เพราะจะให้ไตทำงานหนักได้
2. หากเป็นโรคเรื้อรัง ดังกล่าวข้างต้น ควรมีการตรวจเลือดติดตามการทำงานของไต ทุก ๆ 6 เดือน
โดย ตรวจหา โปรตีนในปัสสาวะ และตรวจเลือดหาค่า BUN และค่า Creatinin เป็นต้น
3. เลือกทานอาหารที่ไม่ปรุงแต่งรส ทานจืดบ้าง ตามใจปากให้ลดลง ถนอมไตให้อยู่ได้นาน ๆ ดีกว่า ไตเสื่อม แล้วค่อยมาดูแลเรื่องอาหารนะค่ะ -->
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
Monday, March 18, 2013
The Kidney Disease in Thailand สถานการณ์โรคไตในไทย
สถานการณ์โรคไตในปัจจุบันของประเทศไทย
จากรายงานทางสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ปี 2555 พบว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยมีรายงานการคัดกรองความชุกของโรคไตเรื้อรังเท่ากับ 4.6% ของกลุ่มผู้ป่วย และพบกลุ่มผู้ป่วยโรคไตมากที่สุดในช่วงอายุ 45 - 65 ปี พบในเพศหญิง 18.7% ในเพศชาย 16.3% ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไป และมีแนวโน้มการเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี มีความชุกของการเกิดโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 เพิ่มมากขึ้นด้วย
โดยทั้งนี้ โรคไตเรื้อรัง หรือโรคไตเสื่อม นั้น เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ก่อให้เกิดการรักษาที่ยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทางสาธารณสุข
จากการสำรวจของสมาคมโรคไตพบว่าประเทศไทยมีประชากรที่มีปัญหาโรคไตสูงถึงประมาณ 5 ล้านคน และพบว่า 17 % ของประชากรทั้งประเทศเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะต้น ๆ ก่อนที่จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธีทดแทนไต อันได้แก่ การฟอกเลือด ล้างช่องท้อง หรือเปลี่ยนไต
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทดแทนไตมีอยู่ด้วยกันประมาณ 32,000 ราย ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่อีกกว่า 10,000 ราย ซึ่งคนไข้เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขของประเทศ
โรคไตที่พบบ่อยในประเทศไทย เกิดมากจาก
1. โรคไตวายเฉียบพลัน ที่เกิดจากการติดเชื้อโรคฉี่หนู
2. โรคไตวายเฉียบพลันจากการเกิดนิ่วในไต และระบบทางเดินปัสสาวะ
3. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากเบาหวาน
4. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากความดันโลหิตสูง
5. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากโรคเกาต์
--> ดังนั้น เราควรมาทำความรู้จัก โรคไต กันหน่อยว่าหมายถึงอะไร
ตามคำบัญยัติของศัพท์ทางการแพทย์ โรคไต หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นในเนื้อไต หรือทางเดินปัสสาวะ โรคไตบางชนิดเป็นแล้วหายได้ แต่บางอย่างไม่หาย ที่เรียกว่า โรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นการสูญเสียการทำงานของระบบไตอย่างถาวร
ผู้ป่วยโรคไต อาจมีอาการที่สังเกตุได้ และสังเกตุไม่ได้ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จนอาการมากขึ้นจนเห็นได้ชัด เช่น เหนื่อยง่าย ซีด อ่อนเพลีย ตัวบวม เหนื่อยหอบ เป็นต้น
เมื่อไม่นานมานี้ ที่งาน “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ ชูศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า สาเหตุของโรคไตที่พบบ่อย มี 3 สาเหตุหลักๆ คือ
-->
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
จากรายงานทางสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ปี 2555 พบว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยมีรายงานการคัดกรองความชุกของโรคไตเรื้อรังเท่ากับ 4.6% ของกลุ่มผู้ป่วย และพบกลุ่มผู้ป่วยโรคไตมากที่สุดในช่วงอายุ 45 - 65 ปี พบในเพศหญิง 18.7% ในเพศชาย 16.3% ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไป และมีแนวโน้มการเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี มีความชุกของการเกิดโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 เพิ่มมากขึ้นด้วย
โดยทั้งนี้ โรคไตเรื้อรัง หรือโรคไตเสื่อม นั้น เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ก่อให้เกิดการรักษาที่ยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทางสาธารณสุข
จากการสำรวจของสมาคมโรคไตพบว่าประเทศไทยมีประชากรที่มีปัญหาโรคไตสูงถึงประมาณ 5 ล้านคน และพบว่า 17 % ของประชากรทั้งประเทศเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะต้น ๆ ก่อนที่จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธีทดแทนไต อันได้แก่ การฟอกเลือด ล้างช่องท้อง หรือเปลี่ยนไต
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทดแทนไตมีอยู่ด้วยกันประมาณ 32,000 ราย ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่อีกกว่า 10,000 ราย ซึ่งคนไข้เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขของประเทศ
โรคไตที่พบบ่อยในประเทศไทย เกิดมากจาก
1. โรคไตวายเฉียบพลัน ที่เกิดจากการติดเชื้อโรคฉี่หนู
2. โรคไตวายเฉียบพลันจากการเกิดนิ่วในไต และระบบทางเดินปัสสาวะ
3. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากเบาหวาน
4. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากความดันโลหิตสูง
5. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากโรคเกาต์
--> ดังนั้น เราควรมาทำความรู้จัก โรคไต กันหน่อยว่าหมายถึงอะไร
ตามคำบัญยัติของศัพท์ทางการแพทย์ โรคไต หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นในเนื้อไต หรือทางเดินปัสสาวะ โรคไตบางชนิดเป็นแล้วหายได้ แต่บางอย่างไม่หาย ที่เรียกว่า โรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นการสูญเสียการทำงานของระบบไตอย่างถาวร
ผู้ป่วยโรคไต อาจมีอาการที่สังเกตุได้ และสังเกตุไม่ได้ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จนอาการมากขึ้นจนเห็นได้ชัด เช่น เหนื่อยง่าย ซีด อ่อนเพลีย ตัวบวม เหนื่อยหอบ เป็นต้น
เมื่อไม่นานมานี้ ที่งาน “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ ชูศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า สาเหตุของโรคไตที่พบบ่อย มี 3 สาเหตุหลักๆ คือ
1. เส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงไตเกิดตีบตัน ทำให้เลือดมาเลี้ยงไม่สะดวก เรียกว่า ไตขาดเลือด เกิดจากภาวะเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
2. สาเหตุต่อมา ตัวเนื้อไตเกิดการอักเสบ เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในไตอักเสบติดเชื้อ หรือแพ้ยาบางชนิด เกิดจากการติดเชื้อ
3. และสาเหตุสุดท้าย ปัญหาจากท่อส่งปัสสาวะ หรือกระเพาะปัสสาวะ เช่น เกิดการตีบตันจากนิ่วหรือต่อมลูกหมากโต ส่งผลให้เกิดความดันไปยังไต
จากสถานการณ์ปัจจุบันของโรคไตจะเห็นได้ว่า เราอาจเป็น หนึ่งในอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคไตได้ ซึ่งก็อาจเป็นเราที่จะเป็นผู้ป่วยโรคไต แพทย์จึงแนะนำให้เราทำการตรวจเลือด และตรวจปัสสาวะประจำปี ทุกปี เพื่อติดตามแนวโน้มการเกิดโรคไต และโรคอื่น ๆ ค่ะ
How to Kidney Care
1. ลดอาหารเค็มทุกชนิด เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานหนักของไต
2. หากเป็นเบาหวาน ความดัน และเกาต์ ควรตรวจติดตามอาการของโรคไตทุก ๆ 3 - 6 เดือน หรือเป็นประจำทุกปี
3. ออกกำลังกายทุกวันเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดอ่อนนุ่ม ไม่แข็ง ตีบตัน
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
Subscribe to:
Posts (Atom)












