Showing posts with label chronic kidney. Show all posts
Showing posts with label chronic kidney. Show all posts

Wednesday, March 27, 2013

Anemia in Chronic Kidney Disease ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไต

ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง Anemia in Chronic Kidney Disease 

ไต เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ในการกรองหรือขจัดของเสียออกจากร่างกาย และนอนกจากนี้ไตยังมีความสำคัญในการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกด้วย ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงมักจะมี ภาวะโลหิตจาง ร่วมด้วยเสมอ

ภาวะโลหิตจาง หมายถึง ภาวะที่มีปริมาณเม็ดเลือดแดง รวมถึงสารฮีโมโกลบิน ไม่เพียงพอที่จะสร้างเม็ดเลือดแดง ได้ ซึ่งสาเหตุของ ภาวะโลหิตจาง ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีด้วยกันหลายสาเหตุ ทั้ง เกิดจากการที่ ไตวาย ทำให้ การทำงานของไตลดลง ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ หรือ การสูญเสียเลือดในการฟอกเลือดแต่ละครัง หรือ การขาดวิตามินที่จำเป็นในการสร้างเลือด เช่น วิตามินบี 12 โฟเลต เป็นต้น
ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องได้ รับการเสริม ฮอร์ โมน และวิตามิน เป็นประจำ โดย จะขึ้นอยู่กับผลการตรวจเลือด และการวินิจฉัยของแพทย์ผู้ดูแล ว่าจะต้องเสริมในปริมาณเท่าไร

หาก ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีภาวะโลหิตจาง ร่วมด้วย จะส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้
1. เหนื่อยง่าย เดินไม่ไหว ใจสั้น หากรุนแรงอาจทำให้เกิดโรคหัวใจวายได้ด้วย
2. อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
3. เป็นลม หน้ามืด วิงเวียน
4. มึนสมอง ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ สมองล้า
5. อาการหัวใจขาดเลือด เจ็บหน้าอก
6. อาการขาขาดเหลืด ปวดขา เดินได้ไม่ไกล หยุดพักบ่อยเวลาเดิน
7. อาการทางเดินอาหาร เบื่ออาหาร ท้องอืด
8. ตาเหลือง ซีด เล็บสีอ่อน ยุบตัว เป็นต้น
9. ภูมิคุ้มกันต่ำ ก่อให้เกิดการติดเชื้อ หรือโรคแทรกซ้อนต่าง ๆได้ง่าย

การตรวจร่างกาย ที่บ่งบอกว่ามีอาการภาวะโลหิตจาง ได้แก่ สีของผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ใต้เล็บ หรือสีของเยื่อบุดด้านในเปลือกตาล่าง เมื่อพลิกดู และอาจร่วมกับการประเมินสาเหตุอื่น ๆ เช่น
1. ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) แสดงถึงภาวะโลหิตจาง จากการแตกสลายของเม็ดเลือดแดง เนื่องจากมีของเสียคั่งในร่างกายสูง
2. มีจุดและจ้ำเลือดตามตัว เนื่องจาก มีเกร็ดเลือดต่ำ มีภาวะการทำลายตัวเองของเม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด
3. ผิวลิ้น เลี่ยนและซีด เล็บยุบเป็นแอ่ง อาจหมายถึงโลหิตจางจางไตวายเรื้อรัง
4. ความดันโลหิตสูง อาการบวม ผิวแห้ง อาจหามายถึงโลหิตจางจากไตวายเรื้อรัง
5. ความดันต่ำ อาจหมายถึงภาวะช็อกจากการสูญเสียโลหิตอย่างรวดเร็ว เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรือภาวะหัวใจวาย
6. ตับ และม้ามโต พบได้ในโลหิตจางจากโรคเลือดธาลัสซีเมีย และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
เป็นต้น

สำหรับภาวะโลหิตจาง ที่พบในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักเกิดจาก การสร้างอีรีโทรพอยอีตินไม่เพียงพอ การมีอายุที่ลดลงของเม็ดเลือดแดง รูปร่าง และขนาดเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติ ทำให้มีอายุสั้น อีกทั้ง ภาวะการขาดวิตามิน ดังกล่าวข้างต้น

--> การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง จึงควรตรวจติดตามผลอย่างน้อยทุก ๆ 3 เดือน

การรักษา ภาวะโรคโลหิตจางในผู้ป่วย โรคไตวายเรื้อรัง จึงจำเป็นต้อง หาต้นเหตุ หรือสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน เช่น
1. เกิดภาวะโรคโลหิตจาง เนื่องจาก สูญเสียการทำงานของไต ทำให้ไม่สามารถ ผลิตฮอร์โมน อีรีโทรพอยอีติน (Erythropoietin) ในการไปสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูกได้ จึงต้องมีการฉีด ฮอร์โมน นี้ เข้าไปทดแทน ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่ง จะใช้ในปริมาณเท่าไร ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
2. เกิดภาวะโรคโลหิตจาง เนื่องจาก ขาดวิตามิน เช่น วิตามินบี 12 หรือ กรดโฟลิค หรือ ธาตุเหล็ก ก็ให้ด้วยการเสริมวิตามิน และกรดโฟลิค ด้วยการรับประทาน หรือจะให้  ธาตุเหล็กรวม โดยการฉีดเข้าเส้น ขณะฟอก ก็ได้
3. เกิดภาวะโรคโลหิตจางข้้นรุนแรง อาจจำเป็นต้องมีการให้เม็ดเลือดแดง หรือเลือดเมื่อมาทำการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม  เป็นต้น

How to Kidney Care:
1. การทานแคลเซียม และธาตุเหล็ก เสริมในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง อาจทำให้เกิดภาวะท้องผูก หรืออุจจาระแข็งได้ แนะนำให้ปรับปริมาณการรับประทานเสริมในแต่ละวัน โดยการปรึกษาแพทย์ หรือ ใช้วิธีการสวนลำไส้ ด้วยน้ำสะอาด เพื่อช่วยในการขับถ่าย
2. การรับประทาน แคลเซียม พร้อมอาหารคำแรก แคลเซียมจะเข้าไปช่วยในการจับกับ ฟอสฟอรัส ในกระแสเลือดได้ด้วย แต่หากทานหลังอาหารจะเป็นการเสริมแคลเซียมให้ร่างกาย

-->

Friday, March 22, 2013

Chronic Kidney Disease โรคไตวายเรื้อรัง

Chronic Kidney Disease มารู้จักโรคไตวายเรื้อรังกันเถอะ 

ภาวะไตวาย หมายถึง ภาวะที่เนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำงานไม่ได้ หรือได้น้อยกว่าปกติ ทำให้น้ำและของเสียไม่ถูกขับออกมา จึงเกิดการคั่งจนเป็นพิษต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อดุลของสารเกลือแร่ (อิเล็กโทรไลต์) และความเป็นกรดด่างในเลือด รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนบางชนิดที่ไตสร้าง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้นำไปสู่ความผิดปกติของอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย

ภาวะไตวายสามารถแบ่งเป็น "ไตวายเฉียบพลัน" (ซึ่งมีอาการเกิดขึ้นฉับพลัน และเป็นอยู่นานเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์) กับ "ไตวายเรื้อรัง" (ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย นานเป็นแรมเดือนแรมปี) ทั้งนี้จะกล่าวเฉพาะโรคไตวายเรื้อรังนะค่ะ
-->

เมื่อไรจึงนับว่าเริ่มเป็นโรคไตเรื้อรัง หรือไตวายเรื้อรัง

นับตั้งแต่ประสิทธิภาพของการทำงานไตเสื่อมลง โดยทราบได้จากผลการตรวจหาระดับ ครีเอตินิน (creatinine) ที่สูงขึ้นมากจากระดับปกติ หากระดับครีเอตินินในเลือดยังคงสูงกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ก็ให้ถือว่าเริ่มเกิดปัญหาโรคไตเรื้อรังแล้ว

อาการขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยในระยะแรกอาจไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจน และมักจะตรวจพบจากการตรวจเลือด (พบว่ามีระดับครีอะทินีนและบียูเอ็นสูง) ในขณะตรวจเช็กสุขภาพหรือมาพบแพทย์ด้วยโรคอื่น

ผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนเมื่อเนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำหน้าที่ได้น้อยกว่าร้อยละ 15 ของไตปกติ ก็เข้าระยะที่ 4 แล้ว 

  • โดยจะสังเกตว่ามีปัสสาวะออกมาก และปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน 
  • ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดินบ่อย 
  • นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ขาดสมาธิ ตามัว 
  • ผิวหนังแห้งและมีสีคล้ำ คันตามผิวหนัง 
  • ชาตามปลายมือปลายเท้า  
  • บางรายอาจมีอาการหอบเหนื่อย สะอึก เป็นตะคริว 
  • ใจหวิว ใจสั่ง เจ็บหน้าอก บวม 
  • หรือมีเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดงจ้ำเขียว 
  • หรืออาจเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด

เมื่อเป็นมากขึ้น จะมีอาการปัสสาวะออกน้อย

เมื่อเป็นถึงขั้นสุดท้าย ผู้ป่วยจะมีอาการซึม ชัก หมดสติ

การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง ในปัจจุบัน เราสามารถตรวจเลือดพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนี้

1. ตรวจพบค่า ครีเอตินิน ในเลือดสูงติดต่อกันนาน 3 เดือน ขึ้นไป แสดงว่าอาจมีความผิดปกติในโครงสร้างหรือหน้าที่การทำงานของไต โดยอาจพบร่วมกับระดับการกรองของเสียที่ไตลดลง โดยจะมีการตรวจ 2 - 4 รายการ ดังนี้
       1.1 ตรวจเลือดพบระดับ ครีเอตินินในเลือดมากกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้ชาย ส่วนผู้หญิง มากกว่า 1.3 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
       1.2 ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ปัสสาวะมีสีขุ่นเหมือนชา แสดงว่าการกรองของไตมีปัญหา
       1.3 ตรวจพบความผิดปกติทางพยาธิวิทยาของเนื้อไต เช่น เนื้อไตอักเสษ มีการติดเชื้อเป็นต้น
       1.4 ตรวจเอกซเรย์หรืออัลตาซาวนด์พบความผิดปกติของไต เช่น ขนาดของไตเล็กลง หรือโตขึ้น เนื้อไตตายหรือเสื่อม เป็นต้น

2. ประเมิณระดับการกรองที่ไตได้ต่่ำกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตร ของพื้นที่ผิวกาย (หรือประมาณ ร้อยละ 60 ของค่าปกติ) โดยทำการตรวจติดตามนาน 3 เดือนขึ้นไป โดยอาจได้จากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง แล้วทำการคำนวณตามสูตร 

โรคไตวายเรื้อรัง แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 มีร่องรอยการเกิดโรคไต และอัตราการกรองที่ไตปกติหรือเพิ่มขึ้น  โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 90 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 2 มีร่องรอยการเกิดโรคไต และอัตราการกรองที่ไตลดลงเล็กน้อย โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 60-89 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 3 อัตราการกรองที่ไตลดลงปานกลาง โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 30-59 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 4 อัตราการกรองที่ไตลดลงมาก โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 15-29 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 5 ภาวะไตวายระยะรุนแรง โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 15 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ซึ่งการตรวจสอบระยะความรุนแรงของโรคไตวายเรื้อรังนี้ เมื่อทำการตรวจเลือดพบค่า ครีเอตินิน ที่สูงเกินปกติ อาจมีการแนะนำให้นอนโรงพยาบาล เพื่อตรวจระยะความรุนแรงของโรคไตเรื้อรังว่าอยู่ระยะไหน และต้องดูแลสุขภาพ ปฏิบัติตัว และมีแนวทางอย่างไรในการรักษา หรือชะลอภาวะเสื่อมของโรคไตที่เกิดขึ้นนี้

อาการเตือนที่สำคัญ ที่ทำให้ควรไปตรวจเลือดดูค่าการทำงานของไต มีดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้นตอนกลางคืน (nocturia) หรือในเวลากลางวันปัสสาวะออกน้อยลง เป็นต้น
2. มีอาการแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะขัด หรือสะดุดมีเศษนิ่วปนออกมา
3. ปัสสาวะมีสีขุ่น หรือปัสสาวะมีฟอง
4. มีการบวมของเท้า ใบหน้า และท้อง
5. มีอาการปวดเอว หรือหลังด้านข้าง
6. มีความดันโลหิตสูงขึ้น หรือในบ้างรายที่เป็นเบาหวาน มีภาวะน้ำตาลตก ต่ำบ่อย ๆ 

หากมีอาการเช่น นี้ ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจโดยเร็ว ยิ่งตรวจเร็วเท่าไร การชะลอความเสื่อมของไต จะทำได้ดีมากเท่านั้น นะค่ะ แต่ให้ดี ควรมีการตรวจสุขภาพทุก ๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยให้ตรวจหาค่าการทำงานของไตด้วยทุกครั้งนะค่ะ

How To Kidney Care:
1. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน 2 - 3 ลิตร เพื่อลดความร้อนในไต และลดความหนืดของเลือดที่ไหลเวียน แต่หากเป็นโรคไตแล้ว ควรควบคุมปริมาณน้ำของน้ำที่ดื่มให้ดี เพื่อป้องกันอาการบวมน้ำ น้ำท่วมปอด หัวใจวายเฉียบพลัน
2. ลดเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก ให้ทานเนื้อปลา เนื้อหมูไม่ติดมัน แทน ในมื้อเช้า สามารถทานเนื้อได้อย่างเต็มที่ และให้ลดเนื้อในมื้อกลางวัน และมื้อเย็น แต่หากเป็นโรคไตแล้ว แนะนำให้ทานเนื้อปลา และไข่ขาว ให้เต็มที่ ป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ และโปรตีนในเลือดค่ะ

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ -->