Tuesday, April 23, 2013

How to the protect of the remaining kidney วิธีถนอมไตที่ยังเหลืออยู่

วิธีถนอมไตที่ยังเหลืออยู่ให้ทำหน้าที่ต่อไปนาน ๆ 
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ต้องฟอกไต ทั้งผู้ป่วยที่ฟอกไตด้วยวิธีล้างทางหน้าท้อง และผู้ป่วยโรคไตที่ฟอกไตด้วยเครื่องฟอกไตเทียม หลักการดูแลไตที่เหลืออยู่ให้ทำหน้าที่ต่อไปนาน ๆ นั้นมีดังนี้

1. การรักษาปริมาณน้ำปัสสาวะไว้ 
ยิ่งทำการฟอกไตไปนานเท่าไร การทำงานของไตจะลดลง และอาจส่งผลให้ไตที่เหลือทำงานลดลงจนไม่ทำงาน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ ดังนั้น การรักษาปริมาณน้ำปัสสาวะไว้ ในแต่ละวัน ให้ไตทำงาน และมีการปัสสาวะออกด้วยตนเองนั้น ยังดีกว่า ในแต่ละวันไม่ปัสสาวะเลย เพราะแสดงว่า ไตไม่ทำงานอีกต่อไป ต้องใช้ชีวิตโดยการฟอกไตออก และต้องควบคุมน้ำในปริมาณที่เข้มงวดกว่าเดิม หรือเพิ่มจำนวนครั้งในการฟอก หรือในการฟอกแต่ละครั้งต้องดึงน้ำออกมากกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งต่อภาวะจิตใจ และภาวะร่างกาย ดังนั้น

ต้องใส่ใจดูแลการดื่มน้ำในแต่ละวัน ดังนั้น อย่าให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ต้องให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอในแต่ละวัน หากมีเหงื่อออกมากวันไหน ก็ต้องดื่มน้ำชดเชยเข้าไป และต้องหมั่นชั่งน้ำหนักตัว เพื่อดูว่าเพิ่มมากน้อยแค่ไหน ในแต่ละวันต้องเพิ่มไม่เกิน 1 กิโลกรัม และปริมาณน้ำโดยเฉลี่ยในแต่ละวัน คิดจาก ปริมาณน้ำปัสสาวะใน 1 วัน บวกกับน้ำ 500 มิลลิลิตร เป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอในแต่ละวันของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

2. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคไต ต้องเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หักโหม แนะนำให้ใช้การออกกำลังกายคือ การเดินออกกำลังกาย และการปั่นจักรยาน เพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไว้ และช่วยคงการทำงานของไตไว้ด้วย ดังนั้น การออกกำลังเพียงวันละ 15 - 30 นาที อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ต้องให้หัวใจเต้นถี่มากเกินไป หรือเหนื่อยมากเกินไป จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต และมีความปลอดภัยสูง

3. การรับประทานยาขับปัสสาวะ 
การรับประทานยาขับปัสสาวะ จะขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งมักจะให้ยาขับปัสสาวะ เพื่อให้ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำปัสสาวะให้ออกมากขึ้น เพื่อขจัดของเสียออกจากร่างกาย แต่เมื่อรับประทานมาระยะหนึ่งแล้ว ผลของยาขับปัสสาวะ ทำให้ไม่แตกต่างกัน ถึงจะทานหรือไม่ทาน ก็ควรจะหยุดใช้ยาตัวนี้ เพราะยาทุกชนิดยอมมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ และทำให้ตับต้องทำงานหนักในการขจัดออกจากร่างกาย

4. การรับประทานยาความดัน
การรับประทานยาความดัน เพื่อควบคุมมิให้ความดันสูงขึั้น ซึ่งจะไปส่งผลต่อเส้นเลือดฝอยที่กรวยไต หากควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ทำให้ความดันสูงบ่อย ๆ ไตจะยิ่งเสื่อมสภาพลง ดังนั้น การลดความดันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จะช่วยถนอมไตที่เหลืออยู่ได้อีกทางหนึ่ง

How To Kidney Care:
1. การรับประทานผลไม้ เพื่อช่วยในการขับปัสสาวะ ก็เป็นการช่วยถนอมไตอีกทางหนึ่ง ผลไม้ที่มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ คือ แตงโม แกนสับปะรด เป็นต้น
2. ไม่แนะนำสมุนไพรที่ช่วยขับปัสสาวะ เพราะในสมุนไพรเหล่านั้นจะมี โพแทสเซียม สูง สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีระดับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สูงอยู่แล้ว ควรระวัง เช่น หญ้าหนวดแมว หญ้าปักกิ่ง เป็นต้น

สนใจมาพูดคุยเรื่องโรคไตได้ที่ www.facebook.com/friutenzyme

Friday, April 19, 2013

หัดอ่านผลการตรวจเลือดดูการทำงานของไต 3 ค่าหลัก

วันนี้เราจะมา หัดอ่านผลการตรวจเลือด ดูการทำงานของไต 3 ค่าหลัก ๆ  กันนะค่ะ

การตรวจสุขภาพประจำปีของเรา หรือการตรวจเลือดประจำเดือนของผู้ป่วยโรคไต แผ่นรายงานค่าต่าง ๆ ที่เราได้จากการตรวจเลือด ทั้งเรา ทั้งผู้ป่วย ทั้งญาติผู้ป่วยบ้างครั้ง ก็อ่านค่ากันไม่เป็น ไม่เข้าใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ พยาบาลในการวินิจฉันโรค แต่บ้างครั้ง การอธิบายอาจไม่ละเอียด ไม่อธิบายให้เข้าใจ จึงทำให้เราดูแลตัวเอง หรือดูแลผู้ป่วยได้ไม่ดีพอ สักแต่ว่า...ตามหมอสั่ง....

ดังนั้น เราในฐานะที่ได้เข้ามาค้นคว้าเรื่องนี้ ถึง blog นี้ ถึงบทความนี้แล้ว มาลองทำความเข้าใจกันหน่อยดีไหมค่ะ ว่าค่าตัวเลขของผลการตรวจแต่ละหัวข้อ มันคืออะไร หมายถึงอะไร แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อไปถ้าค่ามันผิดปกติ

เริ่มต้นที่ ค่าแรกกันเลยนะค่ะ

1. BUN  หรือ Blood urea nitrogen เป็นค่าของเสียที่ได้จากการใช้โปรตีน ถ้าไตทำงานได้ไม่ดี ค่านี้จะสูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน หรือในบางกรณีถ้าเราทานอาหารที่มีโปรตีนมากเกินไปอย่างต่อเนื่องถ้าไปตรวจในช่วงนั้น ค่า BUN ก็อาจสูงได้ ซึ่งก็อาจต้องดูประกอบกับค่าไตตัวอื่น ๆ เช่น ค่าครีตินิน และ ค่ากรดยูริก แต่ถ้าค่าต่ำกว่ามาตรฐานแสดงว่ามีภาวะขาดสารอาหารได้

ค่า BUN มาตรฐาน คือ 8 - 20 mg/dl

ถ้าค่านี้สูงเกินปกติ อาจแสดงว่า เป็นไตวาย,ไตอักเสบเรื้อรัง, ทานอาหารพวกโปรตีนมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง, ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ เป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง การดูค่า BUN จะสูงเกินมาตรฐานอยู่แล้ว หากมีการฟอกที่เพียงพอ และป้องกันมิให้ร่างกายขาดสารอาหาร อาจยอมรับค่า BUN ให้อยู่ได้ตั้งแต่ 40 - 100 mg/dl

2. Cr หรือ Creatinine เรียกว่า ครีตินิน เป็นค่าที่แสดงการทำงานของไต ถ้าค่า Cr สูง แสดงว่ามี สารครีตินิน ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากอาหารและการสลายตัวของกล้ามเนื้อตกค้างในกระแสเลือด และไม่ถูกกรองออกจากเลือดโดยไต แสดงถึงประสิทธิภาพการกรองของเสียของไตลดลง ยิ่งไตเสื่อม ค่านี้ก็ยิ่งสูง แต่ก็มีบางโรคที่ทำให้ค่านี้สูงได้ เช่น โรคหัวใจบางชนิด 

ค่า Cr มาตรฐาน คือ ชาย 0.8 - 1.3 mg/dl หญิง 0.5 - 0.9 mg/dl

ถ้าค่านี้สูงเกินปกติ แสดงว่า เป็นไตวายเรื้องรัง หรือ ไตอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง การดูค่า Cr มักจะสูงเกินมาตรฐาน ไม่สามารถกลับมาอยู่ในช่วงมาตรฐานได้อยู่แล้ว ซึ่ง คุณหมอ มักไม่ค่อยสนใจผลของค่านี้มากนัก เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้ว 

3. UA หรือ Uric Acid หรือ กรดยูริก เป็นค่าของเสียที่เกิดจากการสลายตัวของกรดอะมิโน เมื่อไตกรองของเสียได้น้อยลง จะทำให้ค่านี้สูงขึ้น กรณีคนที่ทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ ดื่มแอลกอฮอล์บบ่อย ๆ ก้จะทำให้ค่านี้สูง ดังนั้น การดูแค่ค่านี้ มิสามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นโรคไต หรือเปล่า มักดูค่านี้ประกอบกับสองค่าข้างบน แต่ การตรวจ UA เป็นการตรวจพื้นฐาน เพื่อดูว่า มีความเสี่ยงต่อโรคไต โรคเกาต์ หรือเปล่า 

ค่า UA มาตรฐาน คือ ชาย 2.5 - 7.5 mg/dl หญิง 2.0 - 6.0 mg/dl

ถ้าค่านี้สูงเกินปกติ แสดงว่า มีแนวโน้มโรคไตวาย, โรคเกาต์ ควรตรวจเลือดอย่างละเอียด

สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง หรือผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว ถ้ามีค่านี้สูงเกินปกติ แสดงว่า มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคเกาต์ ต้องรีบปรับการรับประทานอาหาร และปรึกษากับแพทย์ประจำตัวอย่างเร่งด่วน

How to Kidney Care:
ข้อแถมท้าย อีกค่าสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ที่ควรใส่ใจ คือ ค่า Albumin คือ ค่าปริมาณโปรตีนตัวดีในเลือด ซึ่งมีค่ามาตรฐานอยู่ที่ 3.5 - 5.0 g/dl ถ้าผู้ป่วยฟอกไต มีค่า Albumin ต่ำ แสดงถ้าภาวะโภชนาการ หรือการปรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนไม่ดี ขาดสารอาหาร มีแนวโน้มกล้ามเนื้ออ่อนแอ มีภูมิต้านทาน และเม็ดเลือดแดงต่ำ มีโอกาสติดเชื้อ และโรคแทรกซ้อนสูง ดังนั้น ควรรับประทานไข่ขาว เป็นประจำทุกวัน อย่างน้อย 3 - 6 ฟอก ต่อวันค่ะ

Tuesday, April 9, 2013

Edema of Kidney Disease อาการบวมน้ำของโรคไต

-->
อาการบวมน้ำของผู้ป่วยโรคไต Edema of Kidney Disease 

ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะมีอาการบวมน้ำควบคู่ไปด้วยเสมอ เนื่องจากอวัยวะไต ทำหน้าที่ในการกำจัดน้ำ และของเสียออกจากร่างกาย เสื่อมประสิทธิภาพลง จะเห็นจากการปัสสาวะลดลง หรือไม่มีปัสสาวะเลย อาการบวมน้ำ แต่ละคน ก็มีการบวมแตกต่างกันไป บ้างคนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่มากจากน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่กลับมีอาการบวมน้ำ แต่บางคนน้ำหนักเพิ่มจากน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่กลับไม่มีอาการบวมน้ำ

อาการบวมน้ำ เกิดได้หลายบริเวณของร่างกาย ที่เห็นได้ชัด ๆ เช่น หน้าแข้ง ใบหน้า นิ้วมือ นิ้วเท้า เปลือกตา และที่อื่น ๆ

อาการบวมน้ำ เป็นอาการที่เกิดจากเซลล์มีสภาพอ่อนแอ ไม่สามารถผลักดันน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้มีน้ำคั่งอยู่นอกหลอดเลือด แม้จะมีน้ำหนักไม่เกินน้ำหนักแห้งมาตรฐาน แต่ก็สามารถมีน้ำออกจากหลอดเลือดได้ ขึ้นอยู่กับสภาพความแข็งแรงของร่างกาย

ลักษณะของอาการบวมน้ำ บริเวณที่มีอาการบวมน้ำ จะบวมขึ้น เมื่อกดลงไปจะบุ๋ม และเมื่อปล่อยมือออก อาการบุ๋มจะคืนตัวกลับช้า เรียกว่า กดแล้วบุ๋ม ชัดเจน ว่าเป็นอาการบวมน้ำ

วิธีการแก้ไขอาการบวมน้ำ สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ใช้การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

1. ในแต่ละครั้งที่ไปฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ก็ต้องให้เครื่องไตเทียมดึงน้ำออกให้เหลือเท่าน้ำหนักตัว แต่หากบวมน้ำไปมากในแต่ละครั้งที่ฟอก จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และทรุดโทรมได้เร็ว เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรควบคุมปริมาณน้ำที่เข้าร่างกาย อย่าให้น้ำหนักเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน

2. การปรับประทานไข่ขาว โปรตีน อัลบูมินในไขมัน จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง เซลล์ได้รับสารอาหารเพียงพอ และช่วยลดอาการบวมน้ำอย่างได้ผล ดังนั้น การบริโภคไข่ขาว ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มิใช่เป็นเพียงการเสริมอาหารโปรตีน เท่านั้น ยังช่วยลดอาการแทรกซ้อน และโรคบวมน้ำได้อีกด้วย

3. หากมีอาการบวมน้ำมากเกินไป แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 3 กิโลกรัม หากเกินไปทุก ๆ ครั้งที่ไปฟอก ควรปรึกษากับหมอที่ดูแล โดยจะมีวิธีปรับดังนี้

3.1 ลดน้ำหนักแห้งลงอีก เช่น จากเดิม 55 ก.ก. อาจลดลงไปเหลือ 54.7 ก.ก. เพื่อให้เครื่องฟอกไตดึงน้ำออกจากหลอดเลือดมากขึ้น และเกิดภาวะการดูดน้ำกลับหรือการแพร่ของน้ำจากนอกหลอดเลือดกลับเข้าสู่หลอดเลือด ทำให้ลดอาการบวมได้ แต่วิธีนี้ อาจทำให้ร่างกายผู้ป่วยรับภาระหนัก ดังนั้น ผู้ป่วยควรควบคุมน้ำได้ดีจะดีกว่า

3.2 การเพิ่มรอบในการฟอก เช่น แต่เดิมฟอก 2 ครั้งต่ออาทิตย์ เพิ่มเป็น 3 ครั้งต่ออาทิตย์ ซึ่งวิธีนี้ ร่างกายผู้ป่วยไม่ต้องรับภาระหนักมาก แต่ต้องเสียเวลาในการมาฟอกเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ควรควบคุมปริมาณน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปจะดีกว่า

4. การควบคุมการทานอาหาร งดอาหารรสเค็ม และรสหวาน เพราะสองรสนี้จะทำให้ต้องดื่มน้ำมาก และไปเพิ่มเกลือแร่ในร่างกายอีกด้วย แนะนำให้ทาน รสจืด หรือรสเผ็ดจากเครื่องเทศ สมุนไพร จะช่วยในการปรับสมดุลของน้ำในร่างกายได้ดีกว่า
-->
How to Kidney Care:
1. การออกกำลังกายในแต่ละวันของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง คือ 3 รอบต่อวัน โดยแบ่งการออกกำลังกาย เป็น 10 - 15 นาที ต่อรอบ เพื่อมิให้ร่างกาย ไต หรือ หัวใจ ทำงานหนักเกินไป และควรให้มีการขับเหงื่อบ้าง เพื่อลดปริมาณน้ำของร่างกาย และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และหัวใจ
2. แนะนำการออกำลังกายของผู้ป่วยโรคไต เช่น การแกว่งแขน, การนอนยกขาสลับซ้ายขวา, การเดินไกล, การปั่นจักรยาน, การยกตุ้มน้ำหนักแบบ 1 กิโลกรัม ไม่ควรใช้น้ำหนักมากเกินไป เป็นต้น

Friday, April 5, 2013

Early age -Decreased Kidneyแก่ไวเพราะไตเสื่อม

-->
แก่ไวเพราะไตเสื่อม จากตำราแพทย์แผนจีน ในคัมภีร์ "หวงตี้เน่ยจิง" เขียนไว้ว่า .....

ชายเมื่ออายุ 40 ปี ชี่ในไตจะเริ่มเสื่อม ผมเริ่มหลุดร่วง ฟันเริ่มแห้ง 
เมื่ออายุ 56 ปี ตับเริ่มเสื่อม เพราะไตที่เสื่อมจึงส่งสารจำเป็นในไตไปบำรุงหล่อเลี้ยงตับไม่เพียงพอ
อายุ 64 ปี ฮอร์โมนเพศจะแห้งลง สารจำเป็นในไต หรือจิงชี่น้อยลง ไตทำงานน้อยลง ร่างกายจึงทรุด ฟันและผมก็หลุดร่วง

จากข้อมูลดังกล่าว แทพย์แผนจีนจึงได้ พบข้อสังเกตุว่า ความชรา ความแก่ ความเสื่อมของร่างกาย จะเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับสุขภาพของไต 

ไตเสื่อม หรือ ไตพร่อง ส่งผลกระทบต่อการสร้างสารจิง สารจิง คือ สารจำเป็นต่อชีวิต ของการเครื่องไหว การทำงานของอวัยวะต่าง ๆของร่างกาย เมื่อร่างกายสร้างสารได้น้อย อวัยวะ และการทำงานต่าง ๆ จะลดประสิทธิภาพหรือมีการเคลื่อนไหวลดลง ส่งผลให้เกิดความชรา และความเสื่อมของร่างกาย และสุขภาพ

ความเสื่อมของไต ส่งผลกระทบต่อโรคหรือระบบอวัยวะใดบ้างตามหลักแพทย์แผนจีน

1. กระดูกไม่แข็งแรง เส้นเอ็นเสื่อม เพราะไตมีหน้าที่ในการช่วยกระบวนการดูดซึมแคลเซียม และตับมีหน้าที่ในการดูแลเอ็นและเลือด เมื่อไตเสื่อม ตับจะทำงานได้ลดลงด้วย ดังนั้น จึงส่งผลกระทบต่อทั้งกระดูก เส้นเอ็น และเลือด ผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ชรา จึงมักมีปัญหาปวดเมื่อย เอว เข่า ขาไม่มีแรง กระดูกเปราะ โลหิตจาง เป็นต้น

2. ฟันโยกและหลุดร่วง เนื่องจากเมื่อแคลเซียมไม่เพียงพอ เพราะไตเสื่อม การเจริญและการซ่อมแซมฟันจึงลดลง ส่งผลให้ฟันโยกง่าย หลุดร่วงง่าย อ่อนแรง เดินได้ช้าลง

3. หูตึง และขี้หลงขี้ลืม ความจำเสื่อม เมื่อไตเสื่อม ระบบขจัดของเสียในไตลดลง ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ ทำให้ของเสียในเลือดเพิ่มขึ้น เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย สารอาหารต่ำ ความคิด การทำงานของสมองไม่สมบูรณ์ การฟัง และความจำจะเสื่อมลง ดังคำกล่าวของแพทย์แผนจีนที่ว่า "ไตเปิดทวารที่สองหู" และ "ไตเป็นที่เก็บความนึกคิด"

-->
How to Kidney Care:
1. การที่ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักมีอาการ ปวดเมื่อย ขาไม่แรง หลง ๆ ลืม ๆ หูตึง ปวดฟัน ฟันโยกง่าย เพราะผลกระทบของไตที่เสื่อม ดังที่แพทย์แผนจีนว่าไว้ ดังนั้น การทานสมุนไพรจีน อาหารจีน บำรุงไต จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการชะลอความเสื่อมของไต เช่น เห็ดหลืนจือ ที่ช่วยบำรุงไต แต่ไม่แนะนำสมุนไพรที่ช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง เพราะสมุนไพรที่ช่วยขับปัสสาวะ จะมีโพแทสเซียมสูง อาจส่งผลกระทบต่อภาวะโรคหัวใจได้
2. สมุนไพรที่ช่วยบำรุงไต เช่น ใบข่อย ใบเตย ผลหม่อน เห็นหลืนจือ หญ้าใต้ใบ เป็นต้น ช่วยบำรุงไต แก้ไตพิการ

Reduce of Drink Water in Summer การลดปริมาณน้ำดื่มในหน้าร้อน

การลดปริมาณน้ำดื่มในหน้าร้อน ของผู้ป่วยโรคไต นับว่า เป็นการทรมาน หรือค่อนข้างยากลำบากเลยที่เดียว เพราะหน้าร้อน ยิ่งร้อน ยิ่งกระหายน้ำ ปากแห้ง ผิวแห้ง อึดอัดใจน่าดูชม เหมือนกันนะค่ะ

วันนี้จึงจะมาแนะนำวิธีการลดปริมาณน้ำดื่มในช่วงหน้าร้อน ให้กับ ผู้ป่วยโรคไต ที่ต้องถูกจำกัดน้ำค่ะ

1. แนะนำอย่ากินอาหารรสจัด เช่น หวานจัด เผ็ดจัด เพราะทั้งสองรสนี้่ ทานเข้าไปแล้ว ยิ่งกระหายน้ำ ทำให้ต้องดื่มน้ำมาก ๆ ค่ะ
2. ทุกครั้งที่ดื่มน้ำ ควรใช้ตวงน้ำให้รู้ปริมาณที่ดื่มทุกครั้ง จะได้ควบคุมปริมาณได้ว่า เราดื่มไปแล้วมากน้อยแค่ไหนในวันนี้ค่ะ
3. แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำร้อน แบบจิบ ดีกว่า ดื่มน้ำเย็น ค่ะ เพราะน้ำเย็นยิ่งดื่มยิ่งชื่นใจ ทำให้ดื่มครั้งละมาก ๆ ในคราวเดียวกันค่ะ
4. การอมน้ำแข็ง หรือ การกลั้วคอด้วยน้ำ เวลากระหายน้ำ หรือปากแห้ง ช่วยให้ดับกระหาย ลดอาการขาดน้ำได้ แม้ไม่ต้องดื่มเข้าไปค่ะ
5. การจิบน้ำครั้งละ 10 มิลลิลิตรต่อครั้ง ช่วยลดการกระหายน้ำได้ดี และไม่ทำให้ปากแห้ง คอแห้งค่ะ
6. การออกกำลังกายเสียเหงื่อบางในแต่ละวัน จะช่วยร่างกายขับน้ำออกได้อีกทางหนึ่งค่ะ จะได้ทานน้ำได้เพิ่มขึ้น
7. การจำกัดเกลือ และเลี่ยงของเค็ม เป็นวิธีการควบคุมปริมาณน้ำที่ดื่มได้ดีที่สุด และไม่ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำอีกด้วย

How to Kidney Care:
1. ผู้ป่วยโรคไต ที่ควบคุมปริมาณน้ำ หรือจำกัดน้ำ ควรระวังภาวะขาดน้ำด้วยนะค่ะ เพราะหากจำกัดน้ำมากเกินไป ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำ ยิ่งทำให้ปัสสาวะที่เหลืออยู่เป็นพิษ อาการจะทรุดลง 
2. ควรควบคุมเกลือ หรือเลี่ยงอาหารรสเค็มให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการบวมน้ำ และทำให้ควบคุมปริมาณน้ำยากขึ้น
--> -->

Monday, April 1, 2013

Tip of Cooking for Kidney Care Food เคล็ดลับในการปรุงอาหารให้อร่อยสำหรับโรคไต

เคล็ดลับในการปรุงอาหารให้อร่อยสำหรับอาหาร โรคไต ที่ต้องใช้เกลือน้อย 

-->
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต เนื่องจาก ถูกจำกัดปริมาณของเกลือ หรือต้องใช้เกลือน้อยมากในการปรุงอาหาร จึงอาจทำให้ได้อาหารที่มีรสจืดชืด ไม่น่ารับประทาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาหารจะอร่อยไม่จำเป็นต้องใช้เกลือ หรือน้ำปลา หรือผงปรุงรสในการประกอบอาหารเลย แต่ขึ้นกับฝีมือการปรุงอาหาร วิธีการปรุงอาหาร วัตถุดิบของอาหาร ซึ่งก็ทำให้อาหารอร่อยได้ แม้จะถูกจำกัดปริมาณความเค็ม

เคล็ดลับง่าย  ๆ ก็คือ

1. วัตถุดิบของอาหารต้องสดใหม่ ตรงตามฤดูกาลเพาะปลูก เพราะจะให้รสชาด คุณค่า และความอร่อยอย่างเต็มที

2. กับข้าวหลักที่มีการปรุงรสด้วยเกลือ หรือน้ำปลา เต็มทีตามข้อจำกัด 1 อย่าง รวมกับกับข้าวอื่น ๆ ที่ไม่ต้องใช้เกลือในการปรุงรส หรือปราศจากเกลือ ใส่น้ำส้มสายชูแทน ให้มีรสที่แตกต่างกัน ทานร่วมกัน ก็จะอร่อย เจริญอาหารดี หรือ ทำอาหารที่ปราศจากเกลือ แต่ให้มีน้ำจิ้มที่รสจัด สำหรับปรุงรสแทนก็ได้

3. ทำเป็นอาหารจานเดียว ทำให้คุมปริมาณเกลือ และควบคุมให้ได้พลังงานที่เพียงพอได้ง่ายกว่า ทำเป็นกับข้าว อีกทั้งยังสามารถปรุงรสได้เต็มทีในปริมาณควบคุมต่อ 1 มื้ออีกด้วย

4. ทุกมื้อ ควรมีอาหารปรุงร้อน ๆ จากน้ำมัน เช่น อาหารผัด ทอด สลัด เป็นต้น เพราะอาหารพวกนี้ ไม่ต้องใช้เกลือ ก็ได้ อีกทั้ง น้ำมันยังช่วยชดเชยพลังงานได้ดี ควรทานอย่างน้อย วันละ 1 มื้อ

5. การปรุงอาหารอย่างชาญฉลาด เช่น การทำข้าวอบสมุนไพร เช่น ข้าวอบมัน ข้าวอบข้าวโพด ความหวานของสมุนไพร หรือผัก จะช่วยให้เจริญอาหาร ลดความเค็ม หรือ การต้มผัก แทนการลวกผัก ก็จะช่วยลดปริมาณฟอสฟอรัส หรือโพแทสเซียมในผักได้ เป็นต้น

6. การประกอบอาหารอย่างมีเทคนิค เช่น การเลือกใช้เครื่องปรุงรสที่มีเกลือน้อย โดยอ่านที่ฉลากด้านหลัง  การทำอาหารประเภทต้มที่ไม่ต้องใส่น้ำตาล เมื่อปรุงรสด้วยเกลือเพียงเล็กน้อย ก็จะให้รสเข้มข้น ไม่มีน้ำตาลกลบรส  หรือการใช้กลิ่นของสมุนไพรเครื่องเทศ หรือผลไม้รสเปรี้ยว ในการปรุงรสอาหาร เช่น ขิง ข่า มะนาว ส้ม แอปเปิ้ล พริกไทย มัสตารด์ด ผงกะหรี่ กระเทียม เป็นต้น สามารถใช้ทดแทนความเค็มได้ อีกทั้งยังช่วยเจริญอาหารได้อีกด้วย

7. การรับประทานอาหารด้วยความสบายใจ ทานพร้อมเพรียงกัน ทานเหมือน ๆ กัน ช่วยทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกแปลกแยก และทานอาหารได้มากขึ้น

How to Kidney Care:
1. อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต คนธรรมดา สามารถรับประทานได้ หรืออาหารทั่วไปสำหรับคนธรรมดา ผู้ป่วยโรคไตก็รับประทานได้ เพียงแต่ให้ระวังเรื่องความเค็ม หรือเลือกใช้ เครื่องปรุงรสที่มีปริมาณเกลือต่ำ เพื่อสุขภาพของผู้ป่วย และตัวคุณเองค่ะ
2. ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ที่ได้รับการฟอกเลือก หรือล้างทางหน้าท้อง สามารถเดินทางไปท่องเที่ยว รับประทานอาหารนอกบ้านได้ เพียงแต่ให้ระมัดระวังการเลือกรับประทานอาหาร ควรเป็นอาหารตามสั่ง เพื่อจะได้สั่งให้ไม่ใส่น้ำปลา ไม่ใส่ผงชูรส ให้ใส่ซี้อิ้วขาวแทน และระมัดระวังในการดื่มน้ำ หากอยู่ในระยะถูกจำกัดปริมาณน้ำต่อวัน 
-->