Tuesday, March 19, 2013

Kidney Function หน้าที่ของไต

-->
  • ไต ของเรามีหน้าที่อะไร ?
  • ไต ของเราอยู่ตรงไหนของร่างกาย ?
  • ไต ของเรามีความสำคัญอย่างไร ?
  • เมื่อสูญเสียการทำงานของ ไต จะทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง
คำถามเหล่านี้ วันนี้ คุณจะได้คำตอบ และเข้าใจ ความสำคัญของไตมากขึ้น และอยากที่จะดูแลถนอม ไต ของเราให้อยู่ไปกับเราได้อีกนาน ๆ

ไต... ไต ของคนเรามีลักษณะรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ในร่างกายมีไตอยู่ 2 ข้างที่ด้านหลังเหนือระดับบั้นเอว ไต จะอยู่บริเวณใต้กระดูกซี่โครงด้านล่าง และ ไต ขวาอยู่ต่ำกว่าไต ซ้ายเล็กน้อย ดังรูป
ขนาดของไต โดยประมาณแต่ละชิ้นยาว 10 ซม. กว้าง 4 - 6 ซม. หนา 5 ซม น้ำหนักประมาณ 130 กรัม ในเนื้อไตมีหน่วยกรองเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เนฟรอน ข้างละประมาณ 1 ล้านหน่วย ซึ่งจะลำเลียงน้ำปัสสาวะและของเสียที่กรองผ่านมาเข้าสู่ระบบหลอดไตฝอยจนถึงกรวยไต ท่อไต และลงสู่กระเพาะปัสสาวะรอเวลาขับถ่ายทิ้งไปในที่สุด

หน้าที่ของไตมีอะไรบ้าง
คุณรู้ไหมว่า ไต ทำหน้าที่ในการกรองของเสียออกจากเลือด 1 ลิตรต่อนาที โดยประมาณ กล่าวคือ เลือดทั่วตัวเฉลี่ยแล้วทุก ๆ 5 นาทีจะไหลเข้าออกจากไตแล้วประมาณ 1 รอบ ด้วยเหตุที่เลือดมีการไหลเข้าสู่ไตในปริมาณมาก ทำให้ไตต้องทำหน้าที่ในการหอกเลือดอย่างต่อเนื่อง และของเสียที่ถูกกรองจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ เฉลี่ยต่อวันมีปัสสาวะประมาณ 1.5 ลิตร หรือนาทีละ 1 ซีซี ซึ่งขั้นตอนในการ กรองของเสียจนกระทั่งกลายเป็นปัสสาวะ มีดังนี้
1. ปริมาณการไหลเวียนของเลือดในไต นาทีละ 1 ลิตร
2. ปริมาณการไหลเวียนของพลาสม่าในไต นาทีละ 500 ซีซี
3. ปริมาณการกรองของโกลเมอรูลัส นาทีละ 100 ซีซี
4. ผลิตน้ำปัสสาวะได้นาทีละ 1 ซีซี
สิ่งที่ออกมาพร้อมน้ำปัสสาวะได้แก่ เกลือ 1% ยูเรีย 50% ครีอาตีนิน 20% โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส กรดยูริค 5-10% เป็นต้น แต่ ไต มิได้มีหน้าที่หลักเพียง 1 หน้าที่ ไตยังมีหน้าที่มากมาย ซึ่งจะกล่าวต่อไป ดังนี้


ของเสียที่ ไต กรองออก ได้แก่ น้ำ โปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม เม็ดเลือดแดง ครีอาตินิน (สารพิษ) ส่วนที่ร่างกายใช้ได้จะถูกดูดกลับ เช่น โปรตีน เม็ดเลือดแดง และน้ำในปริมาณที่จำเป็น ดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง ดังนั้น ไต มีหน้าที่สำคัญ คือ การกรองเอาของที่ยังมีประโยชน์เก็บไว้ในร่างกาย ส่วนของที่ไม่มีประโยชน์แล้วจะถูกคัดกรองปนออกมากับปัสสาวะ เพื่อขับทิ้งสู่ภายนอก

แต่หน้าที่ของไต มิได้มีเพียงเท่านี้ ไตยังมีหน้าที่ อีกมากมาย สรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้
  1. ไต มีหน้าที่ขับถ่ายของเสียและน้ำออกจากร่างกาย (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น เป็นหน้าที่หลัก) ซึ่งปกติ เมื่อเรารับประทานอาหารและดื่มน้ำเข้าสู่ร่างกาย เมื่ออาหารถูกย่อยและเผาผลาญจะเหลือแต่ของเสียในรูปของสารยูเรีย และอื่น ๆ ไต จะทำหน้าที่ขจัดของเสียและน้ำส่วนเกินเหล่านั้นออกไปทิ้งนอกร่างกาย หากแต่ถ้า ไต ทำงานบกพร่อง จะเกิดภาวะคั่งของของเสียในเลือดและเกิดอาการบวมน้ำของร่างกายได้
  2. ไต ทำหน้าที่รักษาสมดุลของกรดและด่างในร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป โดยเฉพาะอาหารจำพวกโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต เช่น เนื้อสัตว์ และขนมปัง ร่างกายจะเผาผลาญเกิดเป็นของเสียจำพวกสารยูเรีย และทำให้เลือดมีความเป็นกรด ซึ่ง ไต จะทำหน้าที่ในการขับกรดยูเรีย ส่วนเกิดเหล่านี้ออกในรูปของเกลือฟอสเฟต ซัลเฟต ซึ่งทำให้สมดุลของกรด และด่างในร่างกายอยู่ในสภาพเป็นกลางตลอดเวลา ดังนั้น ผู้ป่วยที่ มีการทำงานของไตลดลง จะทำให้ไตขับกรดออกทางหลอดไตฝอยได้น้อยลง ทำให้ร่างกายเกิดภาวะความเป็นกรด ก่อให้เกิดอาการหอบเหนื่อย ซึม หมดสติได้ 
  3. ไต ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลเกลือแร่ โดยเฉพาะ เกลือโซเดียม และโพแทสเซียม ซึ่งไตจะทำหน้าที่ในการขับเกลือส่วนเกินเหล่านี้ออกจากร่างกาย ทำให้สมดุลเกลือแร่ในร่างกายเหมาะสม แต่หากผู้ป่วยมีอาการไตวาย จะทำให้การขับเกลือแร่ โซเดียม และโพแทสเซียม ลดลง โดยเฉพาะเกลือโพแทสเซียม หากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินจะเป็นอันตรายทำให้หัวใจวาย ถึงแก่ชีวิตได้
  4. ไต ทำหน้าที่ในการควบคุมความเข้มข้นและปริมาณของปัสสาวะ โดยอาศัยฮอร์โมนที่หลั่งมาจากต่อมใต้สมอง ออกฤทธิ์กับหลอดไตฝอย เวลาร่างกายขาดน้ำ ฮอร์โมนจะหลั่งมามากทำให้ปัสสาวะเข้มและมีปริมาณลดลง แต่หากมีน้ำมากเพียงพอ ฮอร์โมนจะหลั่งออกมาน้อย ทำให้ปัสสาวะจาง และมีปริมาณเพิ่มขึ้น 
  5. ไต ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน โดยทั่วไป คงไม่ทราบกันว่า ไต ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนได้หลายชนิด ตัวอย่างเช่น 
    1. ฮอร์โมน อิริโธรโปรตีน Erythropoietin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก หากมีภาวะไตวาย การสร้างฮอร์โมนจะลดลง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง
    2. ฮอร์โมน แคลซิไตรออล Calcitriol ซึ่งก็คือ วิตามินดี นั่นเอง เป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส จากลำไส้ เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก หากขาดฮอร์โมนนี้ จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนนั่นเอง
    3. ฮอร์โมน เรนิน-แองจิโอเทนซิน Rennin – angiotensin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิต ระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน จะไปกระตุ้นหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหดรัดตัว และกระตุ้นการหลั่งแอลโดสเตอโรน ที่ต่อมหมวกไตส่วนนอก ทำให้เพิ่มปริมาณของโซเดียมและน้ำมากขึ้น ปริมาณเลือดจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อเป็นโรคไต จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นจากเดิม เพราะไม่มีระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ 
เห็นไหมค่ะว่า ไต มีหน้าที่สำคัญมากมาย กับร่างกายของเรา หากสูญเสียไตหรือหน้าที่การทำงานของไต จะส่งผลกระทบมากมายต่อร่างกายเรา ดังนั้น มาดูแลถนอมไต ให้อยู่คู่กับร่างกายเราไปนาน ๆ ดีกว่าค่ะ
ติดตามอ่าน สถาณการณ์โรคไตในประเทศไทย ได้ที่บทความนี้ค่ะ โรคไต

-->
How to Kidney Care 
1. ควรไปตรวจสุขภาพไตเป็นประจำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
2. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ประมาณ 2 - 3 ลิตร ไม่ควรน้อยหรือมากเกินไป เพราะทำให้ไตทำงานหนัก
3. หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเค็มจัด และโปรตีนในปริมาณมาก ๆ หรือติดต่อกัน เพราะทำให้ไตทำงานหนัก
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

No comments:

Post a Comment