Showing posts with label ครีเอตินิน. Show all posts
Showing posts with label ครีเอตินิน. Show all posts

Friday, April 19, 2013

หัดอ่านผลการตรวจเลือดดูการทำงานของไต 3 ค่าหลัก

วันนี้เราจะมา หัดอ่านผลการตรวจเลือด ดูการทำงานของไต 3 ค่าหลัก ๆ  กันนะค่ะ

การตรวจสุขภาพประจำปีของเรา หรือการตรวจเลือดประจำเดือนของผู้ป่วยโรคไต แผ่นรายงานค่าต่าง ๆ ที่เราได้จากการตรวจเลือด ทั้งเรา ทั้งผู้ป่วย ทั้งญาติผู้ป่วยบ้างครั้ง ก็อ่านค่ากันไม่เป็น ไม่เข้าใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ พยาบาลในการวินิจฉันโรค แต่บ้างครั้ง การอธิบายอาจไม่ละเอียด ไม่อธิบายให้เข้าใจ จึงทำให้เราดูแลตัวเอง หรือดูแลผู้ป่วยได้ไม่ดีพอ สักแต่ว่า...ตามหมอสั่ง....

ดังนั้น เราในฐานะที่ได้เข้ามาค้นคว้าเรื่องนี้ ถึง blog นี้ ถึงบทความนี้แล้ว มาลองทำความเข้าใจกันหน่อยดีไหมค่ะ ว่าค่าตัวเลขของผลการตรวจแต่ละหัวข้อ มันคืออะไร หมายถึงอะไร แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อไปถ้าค่ามันผิดปกติ

เริ่มต้นที่ ค่าแรกกันเลยนะค่ะ

1. BUN  หรือ Blood urea nitrogen เป็นค่าของเสียที่ได้จากการใช้โปรตีน ถ้าไตทำงานได้ไม่ดี ค่านี้จะสูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน หรือในบางกรณีถ้าเราทานอาหารที่มีโปรตีนมากเกินไปอย่างต่อเนื่องถ้าไปตรวจในช่วงนั้น ค่า BUN ก็อาจสูงได้ ซึ่งก็อาจต้องดูประกอบกับค่าไตตัวอื่น ๆ เช่น ค่าครีตินิน และ ค่ากรดยูริก แต่ถ้าค่าต่ำกว่ามาตรฐานแสดงว่ามีภาวะขาดสารอาหารได้

ค่า BUN มาตรฐาน คือ 8 - 20 mg/dl

ถ้าค่านี้สูงเกินปกติ อาจแสดงว่า เป็นไตวาย,ไตอักเสบเรื้อรัง, ทานอาหารพวกโปรตีนมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง, ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ เป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง การดูค่า BUN จะสูงเกินมาตรฐานอยู่แล้ว หากมีการฟอกที่เพียงพอ และป้องกันมิให้ร่างกายขาดสารอาหาร อาจยอมรับค่า BUN ให้อยู่ได้ตั้งแต่ 40 - 100 mg/dl

2. Cr หรือ Creatinine เรียกว่า ครีตินิน เป็นค่าที่แสดงการทำงานของไต ถ้าค่า Cr สูง แสดงว่ามี สารครีตินิน ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากอาหารและการสลายตัวของกล้ามเนื้อตกค้างในกระแสเลือด และไม่ถูกกรองออกจากเลือดโดยไต แสดงถึงประสิทธิภาพการกรองของเสียของไตลดลง ยิ่งไตเสื่อม ค่านี้ก็ยิ่งสูง แต่ก็มีบางโรคที่ทำให้ค่านี้สูงได้ เช่น โรคหัวใจบางชนิด 

ค่า Cr มาตรฐาน คือ ชาย 0.8 - 1.3 mg/dl หญิง 0.5 - 0.9 mg/dl

ถ้าค่านี้สูงเกินปกติ แสดงว่า เป็นไตวายเรื้องรัง หรือ ไตอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง การดูค่า Cr มักจะสูงเกินมาตรฐาน ไม่สามารถกลับมาอยู่ในช่วงมาตรฐานได้อยู่แล้ว ซึ่ง คุณหมอ มักไม่ค่อยสนใจผลของค่านี้มากนัก เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้ว 

3. UA หรือ Uric Acid หรือ กรดยูริก เป็นค่าของเสียที่เกิดจากการสลายตัวของกรดอะมิโน เมื่อไตกรองของเสียได้น้อยลง จะทำให้ค่านี้สูงขึ้น กรณีคนที่ทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ ดื่มแอลกอฮอล์บบ่อย ๆ ก้จะทำให้ค่านี้สูง ดังนั้น การดูแค่ค่านี้ มิสามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นโรคไต หรือเปล่า มักดูค่านี้ประกอบกับสองค่าข้างบน แต่ การตรวจ UA เป็นการตรวจพื้นฐาน เพื่อดูว่า มีความเสี่ยงต่อโรคไต โรคเกาต์ หรือเปล่า 

ค่า UA มาตรฐาน คือ ชาย 2.5 - 7.5 mg/dl หญิง 2.0 - 6.0 mg/dl

ถ้าค่านี้สูงเกินปกติ แสดงว่า มีแนวโน้มโรคไตวาย, โรคเกาต์ ควรตรวจเลือดอย่างละเอียด

สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง หรือผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม แล้ว ถ้ามีค่านี้สูงเกินปกติ แสดงว่า มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคเกาต์ ต้องรีบปรับการรับประทานอาหาร และปรึกษากับแพทย์ประจำตัวอย่างเร่งด่วน

How to Kidney Care:
ข้อแถมท้าย อีกค่าสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ที่ควรใส่ใจ คือ ค่า Albumin คือ ค่าปริมาณโปรตีนตัวดีในเลือด ซึ่งมีค่ามาตรฐานอยู่ที่ 3.5 - 5.0 g/dl ถ้าผู้ป่วยฟอกไต มีค่า Albumin ต่ำ แสดงถ้าภาวะโภชนาการ หรือการปรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนไม่ดี ขาดสารอาหาร มีแนวโน้มกล้ามเนื้ออ่อนแอ มีภูมิต้านทาน และเม็ดเลือดแดงต่ำ มีโอกาสติดเชื้อ และโรคแทรกซ้อนสูง ดังนั้น ควรรับประทานไข่ขาว เป็นประจำทุกวัน อย่างน้อย 3 - 6 ฟอก ต่อวันค่ะ

Friday, March 22, 2013

Chronic Kidney Disease โรคไตวายเรื้อรัง

Chronic Kidney Disease มารู้จักโรคไตวายเรื้อรังกันเถอะ 

ภาวะไตวาย หมายถึง ภาวะที่เนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำงานไม่ได้ หรือได้น้อยกว่าปกติ ทำให้น้ำและของเสียไม่ถูกขับออกมา จึงเกิดการคั่งจนเป็นพิษต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อดุลของสารเกลือแร่ (อิเล็กโทรไลต์) และความเป็นกรดด่างในเลือด รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนบางชนิดที่ไตสร้าง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้นำไปสู่ความผิดปกติของอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย

ภาวะไตวายสามารถแบ่งเป็น "ไตวายเฉียบพลัน" (ซึ่งมีอาการเกิดขึ้นฉับพลัน และเป็นอยู่นานเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์) กับ "ไตวายเรื้อรัง" (ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย นานเป็นแรมเดือนแรมปี) ทั้งนี้จะกล่าวเฉพาะโรคไตวายเรื้อรังนะค่ะ
-->

เมื่อไรจึงนับว่าเริ่มเป็นโรคไตเรื้อรัง หรือไตวายเรื้อรัง

นับตั้งแต่ประสิทธิภาพของการทำงานไตเสื่อมลง โดยทราบได้จากผลการตรวจหาระดับ ครีเอตินิน (creatinine) ที่สูงขึ้นมากจากระดับปกติ หากระดับครีเอตินินในเลือดยังคงสูงกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ก็ให้ถือว่าเริ่มเกิดปัญหาโรคไตเรื้อรังแล้ว

อาการขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยในระยะแรกอาจไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจน และมักจะตรวจพบจากการตรวจเลือด (พบว่ามีระดับครีอะทินีนและบียูเอ็นสูง) ในขณะตรวจเช็กสุขภาพหรือมาพบแพทย์ด้วยโรคอื่น

ผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนเมื่อเนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำหน้าที่ได้น้อยกว่าร้อยละ 15 ของไตปกติ ก็เข้าระยะที่ 4 แล้ว 

  • โดยจะสังเกตว่ามีปัสสาวะออกมาก และปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน 
  • ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดินบ่อย 
  • นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ขาดสมาธิ ตามัว 
  • ผิวหนังแห้งและมีสีคล้ำ คันตามผิวหนัง 
  • ชาตามปลายมือปลายเท้า  
  • บางรายอาจมีอาการหอบเหนื่อย สะอึก เป็นตะคริว 
  • ใจหวิว ใจสั่ง เจ็บหน้าอก บวม 
  • หรือมีเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดงจ้ำเขียว 
  • หรืออาจเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด

เมื่อเป็นมากขึ้น จะมีอาการปัสสาวะออกน้อย

เมื่อเป็นถึงขั้นสุดท้าย ผู้ป่วยจะมีอาการซึม ชัก หมดสติ

การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง ในปัจจุบัน เราสามารถตรวจเลือดพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนี้

1. ตรวจพบค่า ครีเอตินิน ในเลือดสูงติดต่อกันนาน 3 เดือน ขึ้นไป แสดงว่าอาจมีความผิดปกติในโครงสร้างหรือหน้าที่การทำงานของไต โดยอาจพบร่วมกับระดับการกรองของเสียที่ไตลดลง โดยจะมีการตรวจ 2 - 4 รายการ ดังนี้
       1.1 ตรวจเลือดพบระดับ ครีเอตินินในเลือดมากกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้ชาย ส่วนผู้หญิง มากกว่า 1.3 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
       1.2 ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ปัสสาวะมีสีขุ่นเหมือนชา แสดงว่าการกรองของไตมีปัญหา
       1.3 ตรวจพบความผิดปกติทางพยาธิวิทยาของเนื้อไต เช่น เนื้อไตอักเสษ มีการติดเชื้อเป็นต้น
       1.4 ตรวจเอกซเรย์หรืออัลตาซาวนด์พบความผิดปกติของไต เช่น ขนาดของไตเล็กลง หรือโตขึ้น เนื้อไตตายหรือเสื่อม เป็นต้น

2. ประเมิณระดับการกรองที่ไตได้ต่่ำกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตร ของพื้นที่ผิวกาย (หรือประมาณ ร้อยละ 60 ของค่าปกติ) โดยทำการตรวจติดตามนาน 3 เดือนขึ้นไป โดยอาจได้จากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง แล้วทำการคำนวณตามสูตร 

โรคไตวายเรื้อรัง แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 มีร่องรอยการเกิดโรคไต และอัตราการกรองที่ไตปกติหรือเพิ่มขึ้น  โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 90 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 2 มีร่องรอยการเกิดโรคไต และอัตราการกรองที่ไตลดลงเล็กน้อย โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 60-89 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 3 อัตราการกรองที่ไตลดลงปานกลาง โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 30-59 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 4 อัตราการกรองที่ไตลดลงมาก โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 15-29 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ระยะที่ 5 ภาวะไตวายระยะรุนแรง โดยตรวจติดตามเก็บปัสสาวะนาน 24 ชั่วโมง พบว่ามีอัตราการกรองที่ไต > 15 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.78 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย

ซึ่งการตรวจสอบระยะความรุนแรงของโรคไตวายเรื้อรังนี้ เมื่อทำการตรวจเลือดพบค่า ครีเอตินิน ที่สูงเกินปกติ อาจมีการแนะนำให้นอนโรงพยาบาล เพื่อตรวจระยะความรุนแรงของโรคไตเรื้อรังว่าอยู่ระยะไหน และต้องดูแลสุขภาพ ปฏิบัติตัว และมีแนวทางอย่างไรในการรักษา หรือชะลอภาวะเสื่อมของโรคไตที่เกิดขึ้นนี้

อาการเตือนที่สำคัญ ที่ทำให้ควรไปตรวจเลือดดูค่าการทำงานของไต มีดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้นตอนกลางคืน (nocturia) หรือในเวลากลางวันปัสสาวะออกน้อยลง เป็นต้น
2. มีอาการแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะขัด หรือสะดุดมีเศษนิ่วปนออกมา
3. ปัสสาวะมีสีขุ่น หรือปัสสาวะมีฟอง
4. มีการบวมของเท้า ใบหน้า และท้อง
5. มีอาการปวดเอว หรือหลังด้านข้าง
6. มีความดันโลหิตสูงขึ้น หรือในบ้างรายที่เป็นเบาหวาน มีภาวะน้ำตาลตก ต่ำบ่อย ๆ 

หากมีอาการเช่น นี้ ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจโดยเร็ว ยิ่งตรวจเร็วเท่าไร การชะลอความเสื่อมของไต จะทำได้ดีมากเท่านั้น นะค่ะ แต่ให้ดี ควรมีการตรวจสุขภาพทุก ๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยให้ตรวจหาค่าการทำงานของไตด้วยทุกครั้งนะค่ะ

How To Kidney Care:
1. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน 2 - 3 ลิตร เพื่อลดความร้อนในไต และลดความหนืดของเลือดที่ไหลเวียน แต่หากเป็นโรคไตแล้ว ควรควบคุมปริมาณน้ำของน้ำที่ดื่มให้ดี เพื่อป้องกันอาการบวมน้ำ น้ำท่วมปอด หัวใจวายเฉียบพลัน
2. ลดเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก ให้ทานเนื้อปลา เนื้อหมูไม่ติดมัน แทน ในมื้อเช้า สามารถทานเนื้อได้อย่างเต็มที่ และให้ลดเนื้อในมื้อกลางวัน และมื้อเย็น แต่หากเป็นโรคไตแล้ว แนะนำให้ทานเนื้อปลา และไข่ขาว ให้เต็มที่ ป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ และโปรตีนในเลือดค่ะ

บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ -->