The Risk of Kidney Disease ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะโรคไต
ในปัจจุบัน โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคไตในคนไทย สูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต และโภชนาการที่ไม่ดี ทำให้คนไทยมีโรคประจำตัว หรือ โรคเรื้อรัง และไม่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง จนในที่สุดก็ส่งผลให้ไตถูกทำลาย หรือเสื่อมสภาพลง ทำให้เกิดภาวะโรคไตตามมาในอนาคต
ตัวอย่าง โรคเรื้อรัง ที่จะนำไปสู่ภาวะโรคไตเสื่อม หรือเป็นโรคแทรกซ้อนเมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะโรคไตเสื่อมเรื้อรังระยะสุดท้าย เรียกว่า อาจเป็นโรคนี้ก่อน ไตเสื่อม หรือเป็นโรคไตเสื่อม แล้วมีโรคเหล่านี้แทรกซ้อนได้ เช่นกัน ได้แก่
1. โรคเบาหวาน จะก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง และหดเล็กลง ทำให้เลือดเข้าไปเลี้ยงไตได้น้อย ส่งผลทำให้ไตทำงานหนัก และเสื่อมในเวลาต่อมา
2. โรคหัวใจ จะก่อให้เกิดความดันที่หน่วยกรองไตสูง ทำให้ไตทำงานหนัก และส่งผลทำให้ไตเสื่อมได้
3. โรคความดันโลหิตสูง ส่งผลโดยตรงกับการควบคุมความดันที่เป็นหน้าที่ของไต ในการควบคุมระดับความดันในเลือด เมื่อความดันโลหิตสูง หลอดเลือดที่ไตจะบีบตัว ทำให้ไตทำงานหนัก และมีเลือดเข้าไปเลี้ยงไตได้น้อยลง ทำให้ไตเสื่อมในระยะเวลาต่อมา
4. โรคไขมันในกระแสเลือด ทำให้เส้นเลือดแข็ง อุดตับ ตีบตัน ไตได้รับเลือดน้อย การทำงานในการกรองของเสียออกจากเลือดไม่สะดวก ทำให้ไตเสื่อมได้เช่นกัน
5. โรคเก๊าต์ เป็นภาวะความเป็นกรดในเลือดสูงมาก ระบบการควบคุมความเป็นกรดและด่างของไต จะต้องทำงานหนักมาก ในการกำจัดของเสียออก ส่งผลให้ไตเสื่อมได้ในระยะต่อมา เช่นกัน
6. เป็นต้น
-->
นอกจาก โรคเรื้อรัง เหล่านี้ จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไตเสื่อม ไตวาย ได้ แต่จากที่กล่าวข้างต้น เมื่อเราป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง แล้ว ก็จะส่งผลให้เกิด โรคเหล่านี้ แทรกซ้อนขึ้นมาได้เช่นกัน เพราะ เมื่อไตเสื่อม ระบบการขจัดของเสียในร่างกายจะลดลง เกิดการสะสมของสารพิษ ของเสียในระบบเลือด ส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานหนัก หัวใจโรค ระบบการควบคุมความดันของไตสูญเสียไป ทำให้ความดันยิ่งสูงขึ้น การขจัดของเสียลดลง ไขมันตกค้างในเลือดได้ง่ายขึ้น เลือดมีภาวะเป็นกรดสูง ทำให้เกิดภาวะโรคเก๊าต์เทียม ที่มีอาการเหมือนโรคเก๊าต์ขึ้นได้ เช่นกันค่ะ
ดังนั้น เราควรดูแล ถนอมไตก่อนเกิดโรคไต หรือหากใครเป็นโรคเรื้อรังดังกล่าว ข้างต้น ก็ควรดูแลควบคุม อาการของโรคเรื้อรังเหล่านั้น ให้อยู่ในระดับที่ดี และควรปรับเปลี่ยนหรือควบคุมทางด้านอาหารโภชนาการที่รับประทานเข้าไปด้วย เพื่อชะลอการเกิดโรคไต หรือถนอมไตไว้ให้นานที่สุด
How To Kidney Care:
1. หลีกเลี่ยงรสเค็ม อาหารแปรรูป ผลไม้หมักดอง หรือทานอาหารซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ เพราะจะให้ไตทำงานหนักได้
2. หากเป็นโรคเรื้อรัง ดังกล่าวข้างต้น ควรมีการตรวจเลือดติดตามการทำงานของไต ทุก ๆ 6 เดือน
โดย ตรวจหา โปรตีนในปัสสาวะ และตรวจเลือดหาค่า BUN และค่า Creatinin เป็นต้น
3. เลือกทานอาหารที่ไม่ปรุงแต่งรส ทานจืดบ้าง ตามใจปากให้ลดลง ถนอมไตให้อยู่ได้นาน ๆ ดีกว่า ไตเสื่อม แล้วค่อยมาดูแลเรื่องอาหารนะค่ะ
-->
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
Showing posts with label kidney. Show all posts
Showing posts with label kidney. Show all posts
Wednesday, March 20, 2013
Tuesday, March 19, 2013
Kidney Function หน้าที่ของไต
-->
ไต... ไต ของคนเรามีลักษณะรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ในร่างกายมีไตอยู่ 2 ข้างที่ด้านหลังเหนือระดับบั้นเอว ไต จะอยู่บริเวณใต้กระดูกซี่โครงด้านล่าง และ ไต ขวาอยู่ต่ำกว่าไต ซ้ายเล็กน้อย ดังรูป
ขนาดของไต โดยประมาณแต่ละชิ้นยาว 10 ซม. กว้าง 4 - 6 ซม. หนา 5 ซม น้ำหนักประมาณ 130 กรัม ในเนื้อไตมีหน่วยกรองเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เนฟรอน ข้างละประมาณ 1 ล้านหน่วย ซึ่งจะลำเลียงน้ำปัสสาวะและของเสียที่กรองผ่านมาเข้าสู่ระบบหลอดไตฝอยจนถึงกรวยไต ท่อไต และลงสู่กระเพาะปัสสาวะรอเวลาขับถ่ายทิ้งไปในที่สุด
หน้าที่ของไตมีอะไรบ้าง
คุณรู้ไหมว่า ไต ทำหน้าที่ในการกรองของเสียออกจากเลือด 1 ลิตรต่อนาที โดยประมาณ กล่าวคือ เลือดทั่วตัวเฉลี่ยแล้วทุก ๆ 5 นาทีจะไหลเข้าออกจากไตแล้วประมาณ 1 รอบ ด้วยเหตุที่เลือดมีการไหลเข้าสู่ไตในปริมาณมาก ทำให้ไตต้องทำหน้าที่ในการหอกเลือดอย่างต่อเนื่อง และของเสียที่ถูกกรองจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ เฉลี่ยต่อวันมีปัสสาวะประมาณ 1.5 ลิตร หรือนาทีละ 1 ซีซี ซึ่งขั้นตอนในการ กรองของเสียจนกระทั่งกลายเป็นปัสสาวะ มีดังนี้
1. ปริมาณการไหลเวียนของเลือดในไต นาทีละ 1 ลิตร
2. ปริมาณการไหลเวียนของพลาสม่าในไต นาทีละ 500 ซีซี
3. ปริมาณการกรองของโกลเมอรูลัส นาทีละ 100 ซีซี
4. ผลิตน้ำปัสสาวะได้นาทีละ 1 ซีซี
สิ่งที่ออกมาพร้อมน้ำปัสสาวะได้แก่ เกลือ 1% ยูเรีย 50% ครีอาตีนิน 20% โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส กรดยูริค 5-10% เป็นต้น แต่ ไต มิได้มีหน้าที่หลักเพียง 1 หน้าที่ ไตยังมีหน้าที่มากมาย ซึ่งจะกล่าวต่อไป ดังนี้
ของเสียที่ ไต กรองออก ได้แก่ น้ำ โปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม เม็ดเลือดแดง ครีอาตินิน (สารพิษ) ส่วนที่ร่างกายใช้ได้จะถูกดูดกลับ เช่น โปรตีน เม็ดเลือดแดง และน้ำในปริมาณที่จำเป็น ดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง ดังนั้น ไต มีหน้าที่สำคัญ คือ การกรองเอาของที่ยังมีประโยชน์เก็บไว้ในร่างกาย ส่วนของที่ไม่มีประโยชน์แล้วจะถูกคัดกรองปนออกมากับปัสสาวะ เพื่อขับทิ้งสู่ภายนอก
แต่หน้าที่ของไต มิได้มีเพียงเท่านี้ ไตยังมีหน้าที่ อีกมากมาย สรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้
-->
How to Kidney Care
1. ควรไปตรวจสุขภาพไตเป็นประจำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
2. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ประมาณ 2 - 3 ลิตร ไม่ควรน้อยหรือมากเกินไป เพราะทำให้ไตทำงานหนัก
3. หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเค็มจัด และโปรตีนในปริมาณมาก ๆ หรือติดต่อกัน เพราะทำให้ไตทำงานหนัก
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
- ไต ของเรามีหน้าที่อะไร ?
- ไต ของเราอยู่ตรงไหนของร่างกาย ?
- ไต ของเรามีความสำคัญอย่างไร ?
- เมื่อสูญเสียการทำงานของ ไต จะทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง
ไต... ไต ของคนเรามีลักษณะรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ในร่างกายมีไตอยู่ 2 ข้างที่ด้านหลังเหนือระดับบั้นเอว ไต จะอยู่บริเวณใต้กระดูกซี่โครงด้านล่าง และ ไต ขวาอยู่ต่ำกว่าไต ซ้ายเล็กน้อย ดังรูป
หน้าที่ของไตมีอะไรบ้าง
คุณรู้ไหมว่า ไต ทำหน้าที่ในการกรองของเสียออกจากเลือด 1 ลิตรต่อนาที โดยประมาณ กล่าวคือ เลือดทั่วตัวเฉลี่ยแล้วทุก ๆ 5 นาทีจะไหลเข้าออกจากไตแล้วประมาณ 1 รอบ ด้วยเหตุที่เลือดมีการไหลเข้าสู่ไตในปริมาณมาก ทำให้ไตต้องทำหน้าที่ในการหอกเลือดอย่างต่อเนื่อง และของเสียที่ถูกกรองจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ เฉลี่ยต่อวันมีปัสสาวะประมาณ 1.5 ลิตร หรือนาทีละ 1 ซีซี ซึ่งขั้นตอนในการ กรองของเสียจนกระทั่งกลายเป็นปัสสาวะ มีดังนี้
1. ปริมาณการไหลเวียนของเลือดในไต นาทีละ 1 ลิตร
2. ปริมาณการไหลเวียนของพลาสม่าในไต นาทีละ 500 ซีซี
3. ปริมาณการกรองของโกลเมอรูลัส นาทีละ 100 ซีซี
4. ผลิตน้ำปัสสาวะได้นาทีละ 1 ซีซี
สิ่งที่ออกมาพร้อมน้ำปัสสาวะได้แก่ เกลือ 1% ยูเรีย 50% ครีอาตีนิน 20% โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส กรดยูริค 5-10% เป็นต้น แต่ ไต มิได้มีหน้าที่หลักเพียง 1 หน้าที่ ไตยังมีหน้าที่มากมาย ซึ่งจะกล่าวต่อไป ดังนี้
ของเสียที่ ไต กรองออก ได้แก่ น้ำ โปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม เม็ดเลือดแดง ครีอาตินิน (สารพิษ) ส่วนที่ร่างกายใช้ได้จะถูกดูดกลับ เช่น โปรตีน เม็ดเลือดแดง และน้ำในปริมาณที่จำเป็น ดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง ดังนั้น ไต มีหน้าที่สำคัญ คือ การกรองเอาของที่ยังมีประโยชน์เก็บไว้ในร่างกาย ส่วนของที่ไม่มีประโยชน์แล้วจะถูกคัดกรองปนออกมากับปัสสาวะ เพื่อขับทิ้งสู่ภายนอก
แต่หน้าที่ของไต มิได้มีเพียงเท่านี้ ไตยังมีหน้าที่ อีกมากมาย สรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้
- ไต มีหน้าที่ขับถ่ายของเสียและน้ำออกจากร่างกาย (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น เป็นหน้าที่หลัก) ซึ่งปกติ เมื่อเรารับประทานอาหารและดื่มน้ำเข้าสู่ร่างกาย เมื่ออาหารถูกย่อยและเผาผลาญจะเหลือแต่ของเสียในรูปของสารยูเรีย และอื่น ๆ ไต จะทำหน้าที่ขจัดของเสียและน้ำส่วนเกินเหล่านั้นออกไปทิ้งนอกร่างกาย หากแต่ถ้า ไต ทำงานบกพร่อง จะเกิดภาวะคั่งของของเสียในเลือดและเกิดอาการบวมน้ำของร่างกายได้
- ไต ทำหน้าที่รักษาสมดุลของกรดและด่างในร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป โดยเฉพาะอาหารจำพวกโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต เช่น เนื้อสัตว์ และขนมปัง ร่างกายจะเผาผลาญเกิดเป็นของเสียจำพวกสารยูเรีย และทำให้เลือดมีความเป็นกรด ซึ่ง ไต จะทำหน้าที่ในการขับกรดยูเรีย ส่วนเกิดเหล่านี้ออกในรูปของเกลือฟอสเฟต ซัลเฟต ซึ่งทำให้สมดุลของกรด และด่างในร่างกายอยู่ในสภาพเป็นกลางตลอดเวลา ดังนั้น ผู้ป่วยที่ มีการทำงานของไตลดลง จะทำให้ไตขับกรดออกทางหลอดไตฝอยได้น้อยลง ทำให้ร่างกายเกิดภาวะความเป็นกรด ก่อให้เกิดอาการหอบเหนื่อย ซึม หมดสติได้
- ไต ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลเกลือแร่ โดยเฉพาะ เกลือโซเดียม และโพแทสเซียม ซึ่งไตจะทำหน้าที่ในการขับเกลือส่วนเกินเหล่านี้ออกจากร่างกาย ทำให้สมดุลเกลือแร่ในร่างกายเหมาะสม แต่หากผู้ป่วยมีอาการไตวาย จะทำให้การขับเกลือแร่ โซเดียม และโพแทสเซียม ลดลง โดยเฉพาะเกลือโพแทสเซียม หากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินจะเป็นอันตรายทำให้หัวใจวาย ถึงแก่ชีวิตได้
- ไต ทำหน้าที่ในการควบคุมความเข้มข้นและปริมาณของปัสสาวะ โดยอาศัยฮอร์โมนที่หลั่งมาจากต่อมใต้สมอง ออกฤทธิ์กับหลอดไตฝอย เวลาร่างกายขาดน้ำ ฮอร์โมนจะหลั่งมามากทำให้ปัสสาวะเข้มและมีปริมาณลดลง แต่หากมีน้ำมากเพียงพอ ฮอร์โมนจะหลั่งออกมาน้อย ทำให้ปัสสาวะจาง และมีปริมาณเพิ่มขึ้น
- ไต ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน โดยทั่วไป คงไม่ทราบกันว่า ไต ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนได้หลายชนิด ตัวอย่างเช่น
- ฮอร์โมน อิริโธรโปรตีน Erythropoietin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก หากมีภาวะไตวาย การสร้างฮอร์โมนจะลดลง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง
- ฮอร์โมน แคลซิไตรออล Calcitriol ซึ่งก็คือ วิตามินดี นั่นเอง เป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส จากลำไส้ เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก หากขาดฮอร์โมนนี้ จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนนั่นเอง
- ฮอร์โมน เรนิน-แองจิโอเทนซิน Rennin – angiotensin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิต ระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน จะไปกระตุ้นหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหดรัดตัว และกระตุ้นการหลั่งแอลโดสเตอโรน ที่ต่อมหมวกไตส่วนนอก ทำให้เพิ่มปริมาณของโซเดียมและน้ำมากขึ้น ปริมาณเลือดจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อเป็นโรคไต จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นจากเดิม เพราะไม่มีระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ติดตามอ่าน สถาณการณ์โรคไตในประเทศไทย ได้ที่บทความนี้ค่ะ โรคไต
How to Kidney Care
1. ควรไปตรวจสุขภาพไตเป็นประจำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
2. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ประมาณ 2 - 3 ลิตร ไม่ควรน้อยหรือมากเกินไป เพราะทำให้ไตทำงานหนัก
3. หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเค็มจัด และโปรตีนในปริมาณมาก ๆ หรือติดต่อกัน เพราะทำให้ไตทำงานหนัก
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
Monday, March 18, 2013
The Kidney Disease in Thailand สถานการณ์โรคไตในไทย
สถานการณ์โรคไตในปัจจุบันของประเทศไทย
จากรายงานทางสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ปี 2555 พบว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยมีรายงานการคัดกรองความชุกของโรคไตเรื้อรังเท่ากับ 4.6% ของกลุ่มผู้ป่วย และพบกลุ่มผู้ป่วยโรคไตมากที่สุดในช่วงอายุ 45 - 65 ปี พบในเพศหญิง 18.7% ในเพศชาย 16.3% ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไป และมีแนวโน้มการเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี มีความชุกของการเกิดโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 เพิ่มมากขึ้นด้วย
โดยทั้งนี้ โรคไตเรื้อรัง หรือโรคไตเสื่อม นั้น เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ก่อให้เกิดการรักษาที่ยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทางสาธารณสุข
จากการสำรวจของสมาคมโรคไตพบว่าประเทศไทยมีประชากรที่มีปัญหาโรคไตสูงถึงประมาณ 5 ล้านคน และพบว่า 17 % ของประชากรทั้งประเทศเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะต้น ๆ ก่อนที่จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธีทดแทนไต อันได้แก่ การฟอกเลือด ล้างช่องท้อง หรือเปลี่ยนไต
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทดแทนไตมีอยู่ด้วยกันประมาณ 32,000 ราย ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่อีกกว่า 10,000 ราย ซึ่งคนไข้เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขของประเทศ
โรคไตที่พบบ่อยในประเทศไทย เกิดมากจาก
1. โรคไตวายเฉียบพลัน ที่เกิดจากการติดเชื้อโรคฉี่หนู
2. โรคไตวายเฉียบพลันจากการเกิดนิ่วในไต และระบบทางเดินปัสสาวะ
3. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากเบาหวาน
4. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากความดันโลหิตสูง
5. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากโรคเกาต์
--> ดังนั้น เราควรมาทำความรู้จัก โรคไต กันหน่อยว่าหมายถึงอะไร
ตามคำบัญยัติของศัพท์ทางการแพทย์ โรคไต หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นในเนื้อไต หรือทางเดินปัสสาวะ โรคไตบางชนิดเป็นแล้วหายได้ แต่บางอย่างไม่หาย ที่เรียกว่า โรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นการสูญเสียการทำงานของระบบไตอย่างถาวร
ผู้ป่วยโรคไต อาจมีอาการที่สังเกตุได้ และสังเกตุไม่ได้ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จนอาการมากขึ้นจนเห็นได้ชัด เช่น เหนื่อยง่าย ซีด อ่อนเพลีย ตัวบวม เหนื่อยหอบ เป็นต้น
เมื่อไม่นานมานี้ ที่งาน “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ ชูศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า สาเหตุของโรคไตที่พบบ่อย มี 3 สาเหตุหลักๆ คือ
-->
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
จากรายงานทางสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ปี 2555 พบว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยมีรายงานการคัดกรองความชุกของโรคไตเรื้อรังเท่ากับ 4.6% ของกลุ่มผู้ป่วย และพบกลุ่มผู้ป่วยโรคไตมากที่สุดในช่วงอายุ 45 - 65 ปี พบในเพศหญิง 18.7% ในเพศชาย 16.3% ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไป และมีแนวโน้มการเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี มีความชุกของการเกิดโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 เพิ่มมากขึ้นด้วย
โดยทั้งนี้ โรคไตเรื้อรัง หรือโรคไตเสื่อม นั้น เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ก่อให้เกิดการรักษาที่ยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทางสาธารณสุข
จากการสำรวจของสมาคมโรคไตพบว่าประเทศไทยมีประชากรที่มีปัญหาโรคไตสูงถึงประมาณ 5 ล้านคน และพบว่า 17 % ของประชากรทั้งประเทศเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะต้น ๆ ก่อนที่จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธีทดแทนไต อันได้แก่ การฟอกเลือด ล้างช่องท้อง หรือเปลี่ยนไต
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทดแทนไตมีอยู่ด้วยกันประมาณ 32,000 ราย ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่อีกกว่า 10,000 ราย ซึ่งคนไข้เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขของประเทศ
โรคไตที่พบบ่อยในประเทศไทย เกิดมากจาก
1. โรคไตวายเฉียบพลัน ที่เกิดจากการติดเชื้อโรคฉี่หนู
2. โรคไตวายเฉียบพลันจากการเกิดนิ่วในไต และระบบทางเดินปัสสาวะ
3. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากเบาหวาน
4. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากความดันโลหิตสูง
5. โรคไตเสื่อมเรื้อรังจากโรคเกาต์
--> ดังนั้น เราควรมาทำความรู้จัก โรคไต กันหน่อยว่าหมายถึงอะไร
ตามคำบัญยัติของศัพท์ทางการแพทย์ โรคไต หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นในเนื้อไต หรือทางเดินปัสสาวะ โรคไตบางชนิดเป็นแล้วหายได้ แต่บางอย่างไม่หาย ที่เรียกว่า โรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นการสูญเสียการทำงานของระบบไตอย่างถาวร
ผู้ป่วยโรคไต อาจมีอาการที่สังเกตุได้ และสังเกตุไม่ได้ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จนอาการมากขึ้นจนเห็นได้ชัด เช่น เหนื่อยง่าย ซีด อ่อนเพลีย ตัวบวม เหนื่อยหอบ เป็นต้น
เมื่อไม่นานมานี้ ที่งาน “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ ชูศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า สาเหตุของโรคไตที่พบบ่อย มี 3 สาเหตุหลักๆ คือ
1. เส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงไตเกิดตีบตัน ทำให้เลือดมาเลี้ยงไม่สะดวก เรียกว่า ไตขาดเลือด เกิดจากภาวะเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
2. สาเหตุต่อมา ตัวเนื้อไตเกิดการอักเสบ เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในไตอักเสบติดเชื้อ หรือแพ้ยาบางชนิด เกิดจากการติดเชื้อ
3. และสาเหตุสุดท้าย ปัญหาจากท่อส่งปัสสาวะ หรือกระเพาะปัสสาวะ เช่น เกิดการตีบตันจากนิ่วหรือต่อมลูกหมากโต ส่งผลให้เกิดความดันไปยังไต
จากสถานการณ์ปัจจุบันของโรคไตจะเห็นได้ว่า เราอาจเป็น หนึ่งในอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคไตได้ ซึ่งก็อาจเป็นเราที่จะเป็นผู้ป่วยโรคไต แพทย์จึงแนะนำให้เราทำการตรวจเลือด และตรวจปัสสาวะประจำปี ทุกปี เพื่อติดตามแนวโน้มการเกิดโรคไต และโรคอื่น ๆ ค่ะ
How to Kidney Care
1. ลดอาหารเค็มทุกชนิด เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานหนักของไต
2. หากเป็นเบาหวาน ความดัน และเกาต์ ควรตรวจติดตามอาการของโรคไตทุก ๆ 3 - 6 เดือน หรือเป็นประจำทุกปี
3. ออกกำลังกายทุกวันเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดอ่อนนุ่ม ไม่แข็ง ตีบตัน
บันทึกข้อมูลโดย นางสาวทิฆัมพร ตันติวิมงคล นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ
Subscribe to:
Posts (Atom)


